ศาลอุทธรณ์สั่ง “เซปิง” จ่ายผู้เสียหายเข้าทำศัลยกรรมหน้า-หน้าอก 2เเสนบาทพร้อมดอกเบี้ย ฐานโฆษณาเกินจริงส่วนเเพทย์กับจำเลยอื่นยกฟ้อง
เมื่อวันที่ 21 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่ศาลเเพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ในคดีที่ นางพัทธนันท์ อินทร์สะอาด หรือจุฑาลักษณ์ เปมากร เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.เซปิง ไชยสาส์น,นายบทมากร วัฒนะนนท์,บริษัท เอ็มเอฟเซอร์เจอรี่เซ็นเตอร์ จำกัด ,นายกมลพันธ์ ศรีทุม,นายธีระยั่งยืน จำเลย1-5
ในความผิดเรื่องละเมิด สัญญา ตัวแทนหุ้นส่วน
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1,2เป็นนายจ้างหรือผู้ว่าจ้างหรือตัวการหรือหุ้นส่วนของจำเลยที่ 3-5จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ใช้ชื่อบัญชีว่าโครงการเฟซออฟโดย นายบท มากร จำเลยที่ 2เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสถานพยาบาล จำเลยที่ 4เป็นศัลยแพทย์ผู้ผ่าตัดหน้าอกให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 5เป็นศัลยแพทย์ผู้ผ่าตัดดึงใบหน้าให้โจทก์เสียหาย
โจทก์เห็นข่าวโทรทัศน์เกี่ยวกับการทำศัลยกรรมทำให้หน้าอ่อนวัยของนายสุรชัย สมบัติเจริญ นักร้องชื่อดังในอดีต เกิดความสนใจจึงเยี่ยมชมผ่านเว็บไซต์ยูทูปและเฟซบุ๊กของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดตั้งโครงการเฟซออฟบายดอกเตอร์เซปิงในคลิปวีดีโอมีการบรรยายสรรพคุณว่า“ ไม่มีรอยแผลเป็นไม่บวมไม่ฟกช้ำไม่เจ็บทำแล้วดูเด็กลง10-20 ปี” และ“ ศัลยกรรมดึงหน้าย้อนวัยด้วยนวัตกรรมที่ยกกระชับใบหน้าที่ไร้รอยแผล” โจทก์สนใจจึงติดต่อจำเลยที่ 1ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ที่ใช้ชื่อว่า Dr.Xeping ได้พูดคุยสอบถามราคาและขั้นตอนในการผ่าตัดจากนั้นโจทก์โอนเงินมัดจำ5หมื่นบาท และค่าผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้าของโจทก์และพี่สาวโจทก์ 6 เเสนบาท โจทก์เดินทางไปยังโรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งกมลตามที่นัดหมาย แต่ยังไม่สามารถผ่าตัดได้เนื่องจากโจทก์มีความดันผิดปกติ กระทั่งเวลาประมาณ 23.30 น.ของวันดังกล่าวโจทก์เข้ารับการผ่าตัดและฟื้นจากยาสลบในวันที่28 พ.ย. 2560 เวลา 12.00 น.จำเลยที่ 5 เข้ามาเยี่ยมตรวจบาดแผลและสอบถามอาการโจทก์
ต่อมาน.ส.ธิดารัตน์ สุมงคล มาพบโจทก์แจ้งราคาผ่าตัดศัลยกรรมหน้าอก2.2เเสนบาทโจทก์ไม่มีเงินบาทไทยจึงชำระเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา 7พันดอลลาร์ให้แก่ น.ส.ธิดารัตน์ โจทก์รอรับการผ่าตัด ต่อมา น.ส.ธิดารัตน์แจ้งโจทก์ว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเป็นค่าวางยาสลบอีก2 เเสนบาท
โจทก์ตอบว่าไม่มีเงินและไม่ตกลงที่จะทำศัลยกรรมหน้าอกพร้อมขอเงินคืน น.ส.ธิดารัตน์โทรศัพท์ผ่านระบบวีดีโอคอลไปหาจำเลยที่ 1ให้คุยกับโจทก์ จำเลยที่ 1 บอกว่าโครงการจะออกให้ก่อนแล้วค่อยผ่อนชำระ จำเลยที่ 1 พูดหว่านล้อมโจทก์จึงตกลงยินยอมทำศัลยกรรมหน้าอกเมื่อผ่าตัดเสร็จโจทก์มาทราบภายหลังว่าจำเลยที่ 4เป็นผู้ผ่าตัดศัลยกรรมหน้าอกให้โจทก์หลังจากผ่าตัดใบหน้าของโจทก์ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงและหน้าอกไม่เท่ากันโจทก์สูญเสียเงินไป 5.7เเสนบาทและได้รับผลกระทบหลังจากผ่าตัดทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ มีรอยแผลเป็นที่บริเวณด้านหน้าและด้านหลังของใบหูทั้งสองข้างใบหน้าโจทก์เสียโฉมและไม่ประทับใจในการรักษาของโรงพยาบาลดังกล่าว ผิวหน้าเป็นหลุมซึ่งไม่ตรงกับที่จำเลยที่ 1 ประกาศโฆษณาด้วยข้อความอันเป็นเท็จผ่านสื่ออินเทอร์เน็ตว่าหลังการผ่าตัดศัลยกรรมไม่มีแผลเป็นการกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการละเมิดโจทก์โดยจงใจใช้โฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จทำให้โจทก์หลงเชื่อสูญเสียเงินอิสรภาพสุขภาพอนามัยและมีแผลเป็นหลังผ่าตัดโจทก์ขอเรียกค่าเสียหายคือเงินที่โจทก์เสียไปจากการผ่าตัดดึงหน้าและหน้าอก 5.7 เเสน บาทเงินที่โจทก์ต้องแก้ไขแผลและรักษาแผลอย่างต่อเนื่องที่ประเทศสหรัฐอเมริกา3 ล้านบาทค่าทนทุกข์ทรมานทางร่างกายจากอาการเจ็บปวดจากแผลผ่าตัดนูนมีอาการแสบและร้อน 1ล้านบาท ค่าทนทุกข์ทรมานทางจิตใจที่ต้องเสียโฉมใบหน้า 1 ล้านบาทค่าเดินทางมาดำเนินคดี 3 เเสนบาท ค่าเสียอิสรภาพโดยถูกบังคับให้ถ่ายคลิปวีดีโอเพื่อนำไปใช้และโฆษณาเท็จหลอกลวงผู้เสียหายคนอื่น 1ล้านบาทค่าขาดรายได้ประจำวันในการเป็นลูกจ้างที่ประเทศสหรัฐอเมริกา 5 เดือนเดือนละ 4หมื่นบาทเป็นเงิน2เเสนบาทขอให้บังคับจำเลยทั้ง5 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 7,070,000
บาทพร้อมดอกเบี้ย7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องขอให้ศาลกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษขั้นสูงสุด
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่าโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์มาตรวจแผลหลังผ่าตัด 6 เดือนและมีการบันทึกว่าไม่มีลักษณะของแผลเป็นคีลอยด์ถือว่าโจทก์รู้ถึงเหตุละเมิดจากการผ่าตัดและเกิดข้อโต้แย้งสิทธินับ แต่วันดังกล่าวการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อ19 เม.ย.62 จึงเกิน 1 ปีนับ แต่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิดคดีโจทก์ขาดอายุความ
เห็นว่าแม้คดีนี้จะเป็นเรื่องโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันรับผิดในมูลละเมิด แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ในข้อ 3 โจทก์บรรยายฟ้องไว้ว่า“ การกระทำของบรรดาจำเลยทั้งห้าตามฟ้องเป็นการละเมิดโจทก์ โดยจงใจไร้ศีลธรรมจรรยาเป็นพฤติกรรมของสิบแปดมงกุฎที่ร่วมกันหากินโดยใช้โฆษณาผ่านสื่อโซเชี่ยลทางออนไลน์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จจนทำให้โจทก์หลงเชื่อ .. เพื่อหลอกลวงโจทก์และประชาชนทั่วไปให้หลงจ่ายเงินเพื่อใช้บริการในราคาแพงเพื่อนำเงิน ไปแบ่งกันอันเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการหลอกลวง เท่ากับโจทก์ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยทั้งห้าได้กระทำความผิดอาญาด้วยอันเป็นการกล่าวหาในเรื่องละเมิดในมูลอันเป็นความผิดอาญา แม้จะยังไม่มีผู้ใดฟ้องจำเลยทั้งห้าในทางอาญาเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 448วรรคสองและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 51วรรคหนึ่งมาใช้บังคับ ซึ่งความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนมีอายุความในทางอาญา ๑๐ ปีคดีจึงไม่ขาดอายุความอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น
ประเด็นวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยที่ 4,5 ประมาทเลินเล่ออันละเมิดต่อโจทก์หรือไม่
เห็นว่าเมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายสภาพหน้าอกของโจทก์ แล้วไม่มีสภาพหน้าอกไม่เท่ากันอย่างชัดเจนอีกทั้งภาพถ่าย ซึ่งเป็นภาพรอยแผลที่บริเวณด้านหน้าและด้านหลังใบหูทั้งสองข้างอันเป็นรอยแผลจากการผ่าตัดดึงหน้ารอยแผลดังกล่าวก็มิได้ชัดเจนถึงขนาดที่จะถือเป็นการผ่าตัดที่ไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานทางการแพทย์ แต่อย่างใด โจทก์อาจจะไม่พึงพอใจผลการผ่าตัดทั้งสองอย่างนี้
แต่จำเลย4,5 เบิกความยืนยันว่าได้ผ่าตัดไปตามมาตรฐานทางการแพทย์แล้วโดยที่โจทก์ก็ไม่ได้มีพยานผู้เชี่ยวชาญมาเบิกความยืนยันเพื่อหักล้างว่าการผ่าตัดของจำเลย4,5เป็นการกระทำที่ไม่ได้มาตรฐานหรือเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ นพ.เทพ เวชวิสิฐพยานโจทก์ซึ่งเป็นแพทย์ที่เปิดคลินิกรักษาโรคทั่วไปและรับทำเสริมสวยด้วยก็ไม่ได้เบิกความว่าจำเลย4,5กระทำการโดยประมาทเลินเล่ออย่างใด
กลับเบิกความตอบทนายจำเลยที่1,2 ถามค้านว่าตามปกติแล้วแผลในการผ่าตัดบางกรณีก็จางหายไป แต่มีบางรายที่เป็นแผลนูนขึ้นซึ่งเป็นธรรมชาติของคนไข้ ซึ่งตามปกติแล้วนายแพทย์ฝีมือระดับนี้ไม่น่าจะมีปัญหาในการผ่าตัดเชื่อว่าเกิดจากการเนื้อธรรมชาติของคนไข้ คำเบิกความของนพ.เทพเป็นการเจือสมกับคำเบิกความขอจำเลยที่4,5
โจทก์ยินยอมให้มีการผ่าตัดทั้งสองครั้งมีลงลายมือชื่อไว้ข้อความในใบแสดงความยินยอมมีสาระสำคัญว่าโจทก์รับทราบรายละเอียดจากแพทย์เกี่ยวกับการผ่าตัดรวมถึงผลข้างเคียงจากการผ่าตัดที่เป็นไปได้หลายกรณี เช่นช้ำบวมแผลหายช้ากว่าปกติ โจทก์ยอมรับผลการรักษาแม้ไม่อยู่ในความคาดหวังหรือความพึงพอใจของโจทก์เมื่อแพทย์และบุคลากรได้รักษาตามมาตรฐานทางการแพทย์แล้ว
จำเลยที่4,5 จะเบิกความยืนยันว่าก่อนทำการผ่าตัด ได้อธิบายให้โจทก์ทราบถึงข้อดีข้อเสียความเสี่ยงตลอดจนผลการรักษาให้โจทก์ทราบแล้ว
จากข้อเท็จจริงย่อมรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่และที่ 4,5 ผ่าตัดทำศัลยกรรมให้โจทก์ด้วยความประมาทเลินเล่อจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
วินิจฉัยตามอุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 จงใจโฆษณาด้วยข้อความที่ไม่ตรงกับความจริงทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่
เห็นว่าเรื่องนี้จำเลยที่ 1มิได้ปฏิเสธว่าไม่มี การโฆษณาตามที่โจทก์อ้าง การที่มีการโฆษณาว่าไม่มีรอยแผลเป็น ไม่บวม ไม่ทัก ไม่เจ็บนั้น! ชัดว่าเป็นการโฆษณาที่ขัดต่อหลักความจริงในการผ่าตัดเพราะการผ่าตัดจะต้องมีรอยแผลดังที่จำเลยที่5 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามด้านว่าการผ่าตัดทุกครั้งต้องมีรอยแผลไม่ว่าการผ่าตัดจะดีเท่าไรต้องมีรอยแผลในการการผ่าตัดจะต้องใช้ยาแก้ปวดยาลดบวมทำให้เชื่อว่ากรณีของโจทก์ก็ต้องมีอาการเจ็บและบวม ส่วนรอยแผลของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่ารอยแผลเป็นไม่ใช่รอยแผลนั้นประชาชนทั่วไปเมื่อเห็นโฆษณาของจําเลยที่ 1 คงไม่ได้แยกแยะว่าอย่างไรเป็นรอยแผลอย่างไรเป็นรอยแผลเป็น แม้โจทก์จะเคยทำศัลยกรรมดึงหน้าและทำหน้าอกที่โรงพยาบาลอื่นมาแล้วก็ตามการใฆษณาของจำเลยที่ 1 อาจทำให้ใจทก์เข้าใจว่าเป็นการผ่าตัดที่ไม่เหมือนกับที่โจทก์เคยทำมา
ส่วนที่โจทก์ถ่ายคลิปวีดีโอพูดว่าไม่เจ็บไม่มีรอยแผลเป็นนั้นโจทก์เบิกความว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้บอกให้โจทก์พูดเช่นนี้ซึ่งน่าเชื่อว่าข้อความในคลิปวีดีโอโจทก์ไม่ได้คิดคำพูดขึ้นเอง แต่เป็นการถ่ายทำเพื่อการโฆษณาของโครงการ
จำเลยที่ 1 ในภาวะเช่นนั้นโจทก์ย่อมต้องพูดไปตามที่จำเลยที่ 1 บอกดังกล่าว
ดังนั้นข้อความที่จำเลยที่ 1 โฆษณาทางเว็บไซต์จึงเป็นข้อความที่ไม่ตรงกับความจริงหากไม่มีข้อความดังกล่าวโจทก์อาจไม่ตกลงเข้าร่วมโครงการของจำเลยที่1ที่อ้างว่ามีคำเตือนแล้วว่า“ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล” นั้นคำเตือนดังกล่าวไม่ใช่การเตือนเรื่องไม่มีรอยแผลเป็นไม่เจ็บ แต่เป็นคำเตือนเรื่องผลของการทำศัลยกรรมและคำเตือนก็เป็นตัวหนังสือเล็ก ๆ อยู่ใต้ข้อความอื่น จำเลยที่ 1 จะอ้างว่ามีการเตือนแล้วไม่ได้
ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่มีการโฆษณาและคำรับรองดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเข้าร่วมโครงการย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 เมื่อเป็นการโฆษณาและคำรับรองที่ไม่ตรงกับความจริง จึงเป็นการผิดสัญญาต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น
ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ข้อสุดท้ายว่าจำเลยทั้งห้าต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใดเมื่อฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 4,5ไม่ได้กระทำโดยประมาทเลินเล่ออันเป็นการละเมิดต่อโจทก์จำเลยทั้ง 5 จึงไม่ต้องรับผิดเกี่ยวข้องกับการละเมิดคือเงินที่โจทก์เสียไปในการผ่าตัดดึงหน้าและหน้าอกรวมทั้งเงินที่โจทก์ต้องผ่าตัดแก้ไขแผลที่น่าเกลียดและรักษาแผลอย่างต่อเนื่องซึ่งความเสียหายส่วนนี้นอกจากจะไม่มีการทำละเมิดแล้วยังไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์เสียค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปเมื่อใดและเป็นจำนวนเท่าใดรวมทั้งค่าเดินทางมาดำเนินคดีกับค่าขาดรายได้ในชีวิตประจำวันด้วย
แต่ในส่วนของค่าเสียหายเป็นค่าทนทุกข์ทรมานทางร่างกายและค่าทนทุกข์ทรมานทางจิตใจโดยโจทก์เรียกร้องมารวม2ล้านบาทเห็นว่าเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาผลการผ่าตัดมิได้เป็นไปดังที่ ทำการโฆษณายืนยันย่อมเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความทุกข์ทรมานได้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดค่าเสียหายในส่วนนี้แก่โจทก์ แต่ที่โจทก์เรียกร้องมาสูงถึง 2ล้านบาทนั้นสูงเกินไปเมื่อพิจารณาถึงสภาพรอยแผล ประกอบกับคำเบิกความของจำเลยที่4,5 ที่เบิกความรายละเอียดในการผ่าตัดที่โจทก์ไม่ได้มีภาวะเเทรกซ้อนใดๆอีก
เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์จำนวน 2 เเสนบาท ส่วนค่าเสียอิสรภาพโดยถูกบังคับให้ถ่ายคลิปวีดีโอนั้นไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ข่มขู่ให้โจทก์ถ่ายคลิปวีดีโอ แต่เป็นเรื่องความสมัครใจของโจทก์เองในขณะนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนี้ส่วนจำเลยที่ 2-5 โจทก์ไม่นำสืบให้ปรากฏว่ามีส่วนรู้เห็นกับการโฆษณาของเลยที่ 1โดยเฉพาะส่วนของจำเลยที่3 นั้นก่อนที่โจทก์จะเข้ารับการผ่าตัดในคดีนี้จำเลยที่3 ได้ฟ้องจำเลยที่ 1ในข้อหาละเมิดเเละ ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่าจำเลยที่3ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเว็บไซต์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1ตกลงที่จะหยุดการกระทำซึ่งการละเมิดต่อจำเลยที่ 3 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมจึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 3ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีผลประโยชน์จากการโฆษณาดังกล่าวร่วมกับจำเลยที่ 1
ส่วนจำเลยที่ 3-5เป็นเพียงผู้รับทำการผ่าตัดคนใช้ตามที่จำเลยที่ 1 ส่งมาเท่านั้นดังนั้นจำเลยที่ 2-5 ย่อมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์
อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วนสำหรับอุทธรณ์อื่นเป็นรายละเอียดที่ไม่ได้ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่วินิจฉัยให้พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2 เเสนบาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ7.5 จากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โดยการอ่านคำพิพากษาในวันนี้มีนาย พสิษฐ์ เลิศสินเจริญกุล ทนายความโจทก์เดินทางมาฟังคำพิพากษากล่าวภายหลังสั้นๆว่าขอบพระคุณศาลที่ให้ความยุติธรรมต่อผู้เสียหาย

