สพฉ.เตรียมสตาร์ตรถรับผู้ป่วยค้างท่อ สายด่วน 1668 พรุ่งนี้!

24.04.21 | 14:50 น.

สพฉ.เตรียมสตาร์ตรถรับผู้ป่วยค้างท่อ สายด่วน 1668 พรุ่งนี้!

เมื่อวันที่ 24 เมษายน ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวถึงการเตรียมพร้อมด้านบุคลากรและอุปกรณ์รับผู้ป่วยโควิด-19 ที่รายงานข้อมูลจากสายด่วนกรมการแพทย์เฉพาะกิจ 1668 เพื่อไปยังจุดคัดกรองโรงพยาบาล (รพ.) สนามและฮอสปิเทล (Hospitel) 4 แห่งในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล ว่าที่ผ่านมา สพฉ.ได้ดำเนินการรับส่งต่อผู้ป่วยไป รพ.สนามอย่างต่อเนื่องทุกวัน แต่สำหรับการรับผู้ป่วยไปยังจุดคัดกรอง 4 แห่งจะเริ่มดำเนินการในวันพรุ่งนี้ (25 เม.ย.)


ร.อ.นพ.อัจฉริยะกล่าวว่า สพฉ.ดำเนินการรับส่งต่อผู้ป่วยโควิด-19 ในหลายส่วน ได้แก่ 1.ประสานข้อมูลกับสายด่วน 1669 1668 และ 1330 เป็นหลัก 2.นำข้อมูลที่มาจ่ายให้ทีมที่เข้ามาสนับสนุน เช่น มูลนิธิโพลวพลือ (ทางสว่าง) มูลนิธิกู้ภัยร่มไทร ร่วมกตัญญู รวมถึงรถพยาบาลจากบริษัทเอกชน รถจากจิตอาสา แต่หลังจากมีนโยบายดังกล่าว ตอนนี้ สพฉ.กำลังระดมจากหลายภาคส่วน เช่น เครือ รพ.เอกชนในหลายแห่ง รถจากกองทัพ หน่วยงานจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่จะสนับสนุนรถกระบะเข้ามาช่วย

ร.อ.นพ.อัจฉริยะกล่าวต่อว่า ตอนนี้มีบุคลากรที่สามารถปฏิบัติงานได้เฉลี่ยวันละ 40-50 คน รถรับส่งประมาณ 20 คัน ซึ่งกำลังระดมเพิ่มอยู่ สำหรับกลุ่มผู้ป่วยสีเขียว รถ 1 คันจะรับได้ 3-4 ราย ขึ้นอยู่กับลักษณะของรถ ส่วนผู้ป่วยกลุ่มสีเหลืองและแดง จะเป็น 1 รายต่อรถพยาบาล 1 คัน ทั้งนี้ สายด่วน 1669 จะมีการคัดกรองผู้ที่ติดต่อเข้ามาตามระบบปกติ แต่ครั้งนี้เป็นภารกิจสำคัญเพื่อรับผู้ป่วยโควิด-19 โดยเฉพาะ ไม่ได้เป็นการรับข้อมูลตรงจากประชาชน เราจะรับข้อมูลจากสายด่วน 1668 1669 และ 1330 เป็นหลัก

“ทีมที่ดูผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ป่วยโควิด-19 จะมีศักยภาพเท่ากัน หน่วยที่สแตนด์บายฉุกเฉินก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่ขอความร่วมมือประชาชนว่า หากติดเชื้อก็ขอให้แจ้งข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เพื่อให้มีการจัดรถไปรับอย่างเหมาะสม โดยภารกิจครั้งนี้จะมีเจ้าหน้าที่หน่วยเสริมที่ระดมมาเพิ่มเติม เช่น ต่างจังหวัด หน่วยที่อยู่นอกระบบ ไม่ได้เอารถจากในระบบมาใช้ แต่เป็นรถที่จัดมาเฉพาะเพื่อป้องกันการติดเชื้อ และขอย้ำว่า สพฉ.จะตรวจสอบความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันตัวเองให้ผู้ที่จะเข้ามาปฏิบัติงานส่วนนี้ โดยจะมีการฝึกอบรมให้เพิ่มเติมและมอบอุปกรณ์ ชุดป้องกันส่วนบุคคล (PPE) เพื่อป้องกันความปลอดภัยของทีม โดยทุกคนที่ไปรับผู้ป่วยต้องสวมชุดพีพีอี” ร.อ.นพ.อัจฉริยะกล่าว

Advertisement