หน้าแรก ในประเทศ กทม. ปรับแผนค...

กทม. ปรับแผนคัดกรอง เร่งจัดการเตียง ICU เร่งนำส่งผู้ป่วยโควิดตกค้าง

26.04.21 | 11:31 น.

กทม. ปรับแผนคัดกรอง เร่งจัดการเตียง ICU เร่งนำส่งผู้ป่วยโควิดตกค้าง

เมื่อวันที่ 26 เมษายน นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการนำส่งผู้ป่วยของศูนย์เอราวัณ ว่า กรุงเทพมหานคร โดยศูนย์เอราวัณได้ดำเนินการนำส่งผู้ป่วยโควิดเข้าระบบการรักษาของโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดปัญหาผู้ป่วยตกค้าง สำหรับจำนวนผู้ป่วยตกค้างที่รอเข้ารับเข้าสู่ระบบการรักษา เมื่อวันที่ 24 เม.ย.64 มีจำนวน 352 ราย เข้ามาเพิ่มเมื่อวันที่ 25 เม.ย.64 จำนวน 217 ราย นำส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลโดยกำลังของศูนย์เอราวัณและเครือข่าย จำนวน 347 ราย คงเหลือผู้ป่วยตกค้างที่รอเข้ารับเข้าสู่ระบบการรักษา จำนวน 222 ราย คาดว่าจะสามารถดำเนินการรับส่งผู้ติดเชื้อเข้าระบบการรักษาทั้งหมดได้ภายในวันนี้


อย่างไรก็ดีหากมีผู้ป่วยเพิ่มเข้ามาศูนย์ฯ จะเร่งนำส่งผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลที่เหมาะสมโดยเร็วที่สุด โดยวันนี้ศูนย์เอราวัณจะปรับแผนการนำส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เนื่องจากจากการสอบถามข้อมูลและการคัดกรองอาการผู้ป่วยทางโทรศัพท์อาจคลาดเคลื่อน ทำให้นำส่งโรงพยาบาลไม่ตรงกับระดับการติดเชื้อ ทั้งนี้เพื่อให้การนำส่งเป็นไปด้วยความรวดเร็วและถูกต้อง ศูนย์เอราวัณจะนำผู้ป่วยที่รอเข้าสู่ระบบรักษาไปทำการคัดกรองเชื้อโรค ที่โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน และโรงพยาบาลสิรินทร เพื่อทำการคัดแยกผู้ป่วยว่าเป็นผู้ติดเชื้อระดับใด เป็นโควิดเขียว หรือเหลือง หรือแดง

จากนั้นเมื่อทราบระดับการติดเชื้อ จะได้นำส่งโรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนามต่อไป สำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อที่อยู่ระหว่างรอการนำส่งเข้าสู่ระบบการรักษา ขอให้กักตัวอยู่ที่บ้านงดการเดินทางหรือออกไปทำกิจกรรมส่วนรวม เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคต่อไปด้วย

นางศิลปสวย กล่าวด้วยว่า จากสถานการณ์ที่มีผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มขึ้นจำนวนมากในแต่ละวัน โดยกรุงเทพมหานคร ได้มอบหมายให้สำนักการแพทย์ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมสร้าง ICU เพิ่มเติมโดยเร่งด่วน พร้อมเตรียมบุคลากรทางการแพทย์และเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงหมุนเวียนปรับโยกย้ายผู้ป่วยตามอาการ ตลอดจนปรับหอผู้ป่วยเตียงรวมที่ไม่มีห้องแยก (cohort COVID-ICU) เพื่อความเหมาะสม

Advertisement

นอกจากนี้ ยังได้ประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนในการบริหารจัดการเตียง ICU เพื่อรองรับผู้ป่วยโควิดที่มีอาการหนัก ซึ่งศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร หรือศูนย์เอราวัณ จะเป็นหน่วยบริหารจัดการเตียงผู้ป่วยโควิด-19 และการจัดสรรเตียงในพื้นที่กรุงเทพฯ ให้ผู้ป่วยตามระดับความรุนแรงของโรค พร้อมบริหารรถนำส่งผู้ป่วย ไปยังสถานพยาบาลซึ่งเป็นเครือข่ายบริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยคัดแยกผู้ป่วยตามระดับอาการ ดังนี้

(1) “ผู้ป่วยสีเขียว” คือ ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่มีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อย เช่น มีประวัติไข้ หรือวัดอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 37.5 องศาฯ ขึ้นไป ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ ไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ตาแดง มีผื่นแดงที่เท้าหรือผิวหนัง ถ่ายเหลว

(2) “ผู้ป่วยสีเหลือง” คือ ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการไม่รุนแรง เริ่มมีอาการหายใจเร็ว หายใจเหนื่อย หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง หรือมีโรคร่วมสำคัญข้อใดข้อหนึ่ง เช่น อายุมากกว่า 60 ปี โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (รวมโรคปอดเรื้อรังอื่นๆ) โรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด (รวมโรคหัวใจแต่กำเนิด) โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ ภาวะอ้วน (น้ำหนักมากกว่า 90 กิโลกรัม) ตับแข็ง และภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ (wbc < 1,000 cell/mm3) และ

(3) “ผู้ป่วยสีแดง” คือ ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการหอบเหนื่อยเวลาเดิน หายใจลำบาก พบปอดอักเสบ มีภาวะปอดบวม (ความอิ่มตัวของเลือด < 96%) หรือความอิ่มตัวของเลือดลดลง > 3% หลังออกแรง

ทั้งนี้เมื่อประเมินอาการผู้ป่วยแล้วจะนำส่งไปยังสถานพยาบาลต่อไป โดยการรับ-ส่งผู้ป่วยในแต่ละวันจะดำเนินการตั้งแต่เวลา 08.00 – 20.00 น. หากผู้ป่วยท่านใดตกค้าง หรือรอคิวเป็นเวลานานสามารถประสานแจ้งข้อมูลได้ที่หมายเลขสายด่วนกรมการแพทย์ 1668 สายด่วน 1330 ศูนย์เอราวัณ กทม. โทร. 1669 และสามารถแจ้งข้อมูลผ่านแอปพลิเคชั่น Line @sabaideebot ได้อีกช่องทางหนึ่ง

สำหรับผู้ติดเชื้อที่ได้รับการประสานและแจ้งสถานพยาบาลที่รับการรักษาแล้ว และประสงค์เดินทางไปรับการรักษาด้วยรถยนต์ส่วนตัวเพื่อความสะดวกรวดเร็ว ให้แจ้งศูนย์เอราวัณ กทม.สายด่วน1669 เพื่อประสานสถานพยาบาลให้รับทราบล่วงหน้า โดยผู้ป่วยต้องเตรียมเอกสารผล LAB ยืนยันการติดเชื้อ COVID-19 ให้พร้อม หากมีผู้ขับรถให้ควรมีฉากกั้นระหว่างคนขับและผู้ติดเชื้อเพื่อให้มีระยะห่างระหว่างกันให้มากที่สุด ใส่หน้ากากอนามัย 2 ชั้น ทั้งคนขับและผู้ติดเชื้อ เปิดกระจกและปิดเครื่องปรับอากาศ นอกจากนี้คนขับและผู้ติดเชื้อให้นั่งทแยงมุมคนละฝั่ง และสำรวจเส้นทางก่อนออกเดินทาง โดยใช้เวลาในการเดินทางไม่เกิน 30 นาที เมื่อเดินทางมาถึงไปยังจุดที่กำหนดให้นั่งคอยในรถ จากนั้นให้โทรประสานเจ้าหน้าที่เพื่อเข้ารับการรักษาต่อไป