ผอ.สถาบันวัคซีนฯ โต้ข่าวปลอม ยันไม่เคยปฏิเสธไฟเซอร์ ลั่นจองซื้อ 10 ล้านโดส ส่งไตรมาส3

27.04.21 | 17:36 น.
ผอ.สถาบันวัคซีนฯ โต้ข่าวปลอม ยันไม่เคยปฏิเสธไฟเซอร์ ลั่นจองซื้อ 10 ล้านโดส ส่งไตรมาส3

วันที่ 27 เมษายน ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีมีข่าวลือเกี่ยวกับการเจรจาจองซื้อวัคซีนโควิด-19 ของ บริษัท ไฟเซอร์ ซึ่งได้มีการส่งต่อในโซเซียลมีเดียโดยที่ไม่ได้มีการสอบทานแหล่งข้อมูลให้ดี จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดกับประชาชน ว่า มี 3 ประเด็น ที่สถาบันวัคซีนฯ ได้สอบทานข้อมูลกับบริษัท ไฟเซอร์ ประเทศไทย แล้วพบว่า ไม่เป็นความจริง

1.กรณีที่ระบุว่าไฟเซอร์เคยเสนอขายวัคซีนให้ไทย 13 ล้านโดส นั้น เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง ตัวเลข 13 ล้านโดส เป็นตัวเลขที่บริษัทไฟเซอร์ ประเทศไทย ใช้ในการนำเสนอบริษัทแม่ เพื่อเตรียมหารือกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ไม่ใช่จำนวนที่เสนอขายให้กับประเทศไทย ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าว เกิดจากการประมาณการของบริษัท โดยอ้างอิงจำนวนจากแผนการจัดหาวัคซีนโควิด-19 เดิมในปี 2563 ที่เคยตั้งไว้ว่าจะจัดซื้อวัคซีนแบบทวิภาคีคิดเป็น ร้อยละ 10 ของจำนวนประชากรหรือประมาณ 6.5 ล้านคน ฉีดคนละ 2 โดส จึงรวมประมาณ 13 ล้านโดส

2.กรณีระบุว่าที่การซื้อวัคซีนจากไฟเซอร์ไม่ต้องใช้เงินซื้อมีวัคซีนให้ใช้ก่อนค่อยจ่ายทีหลัง นั้น ไม่เป็นความจริง ซึ่งการจัดซื้อวัคซีนของไฟเซอร์ต้องมีการจ่ายเงินจองตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาและไม่มีข้อเสนอในการจัดส่งวัคซีนให้ใช้ก่อนแต่อย่างใด กรณีนี้ผู้ที่ได้บการส่งต่อข้อมูลทางโซเซียลฯ น่าจะตั้งข้อสงสัยแล้วว่าจะ จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีบริษัทไหนให้ใช้วัคซีนก่อน โดยไม่ต้องเสียเงิน ท่ามกลางสถานการณ์การแย่งชิงวัคซีนทั่วโลก

3.กรณีระบุว่าไฟเซอร์เสนอขายวัคซีนให้กับรัฐบาลถึง 4 รอบ แต่ถูกปฏิเสธ นั้น ไม่เป็นความจริงโดยที่ผ่านมา ไฟเซอร์ได้เข้ามานำเสนอข้อมูลผลการวิจัยในระยะต่างๆ รวมถึงผลการใช้จริงในต่างประเทศให้แก่สถาบันวัคซีนฯ และกรมควบคุมโรค เป็นระยะ ไม่เคยมีการปฏิเสธการเข้าพบ ซึ่งเดิมวัคซีนของไฟเซอร์ต้องจัดเก็บในอุณหภูมิ -70 องศาเซลเซียส และเก็บใน 2-8 องศาฯ ได้เพียง 5 วัน ส่งผลให้เกิดความไม่สะดวกกับประเทศไทยในการจัดเก็บและขนส่ง เนื่องจากมีสถานที่จัดเก็บในอุณหภูมิ -70 องศาฯ จำนวนน้อย การจะนำวัคซีนมาใช้ในวงกว้างเป็นไปได้ยาก ซึ่งต่อมามีผล การศึกษาเพิ่มเติมของบริษัทแสดงให้เห็นว่าการจัดเก็บและการขนส่งวัคซีนทำได้สะดวกขึ้นและมีข้อมูลสนับสนุนว่าวัคซีนสามารถใช้ได้ในเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป รวมทั้งเงื่อนไขที่บริษัทสามารถส่งวัคซีนให้ใช้ได้ภายในปี 2564 จึงมีการเจรจาต่อเนื่อง เพื่อจองซื้อวัคซีนจากไฟเซอร์ โดยมีเป้าหมายให้ครอบคลุมประชากรในกลุ่มอายุ 12 ปีขึ้นไป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุมัติจากสำนักงานอาหารและยา สหรัฐอเมริกา

“การจองซื้อวัคซีนไฟเซอร์ของประเทศไทย เพื่อนำมาใช้ปิดช่องว่างฉีดให้กับเด็กกลุ่มอายุ 12 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มนักเรียนที่มีแนวโน้มระบาดเป็นกลุ่ม เนื่องจากขณะนี้เป็นวัคซีนตัวเดียวที่มีผลการศึกษาในกลุ่มอายุดังกล่าว ขณะที่ตัวอื่นมีข้อจำกัดให้ใช้ในอายุ 18 ปีขึ้นไป จึงเป็นประโยชน์ต่อประเทศทำให้มีการจองซื้อ และหากได้จำนวนมากก็จะฉีดให้กลุ่มประชากรอื่นด้วย” นพ.นคร กล่าว

Advertisement

ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนฯ กล่าวว่า วัคซีนแอสตร้าฯ ที่จะเริ่มทยอยฉีดให้ประชาชนในช่วงเดือนมิถุนายน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เบื้องต้นจะเน้นฉีดในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค ที่มีความเสี่ยงต่อการป่วยและเสียชีวิต แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่ฉีดให้คนกลุ่มอื่น เนื่องจากวัคซีนของเราฉีดตามความสมัครใจ ดังนั้น หากคนในกลุ่มเป้าหมายมีความต้องการฉีดน้อย เราก็ต้องเร่งทยอยนำวัคซีนไปฉีดให้คนกลุ่มอื่น

นพ.นคร กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทผู้ผลิตวัคซีนซิโนแวค อยู่ในระหว่างการยื่นเอกสารต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จากเดิมที่มีข้อบ่งชี้ให้ฉีดในผู้ที่มีอายุ 18-60 ปี เป็นฉีดตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งจะเหมือนวัคซีนแอสตร้าฯ ที่สามารถฉีดในคนอายุ 18 ปีขึ้นไป ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตวัคซีนไฟเซอร์ ระบุว่า ขณะนี้ใช้ได้ในผู้อายุ 16 ปีขึ้นไป แต่อยู่ในระหว่างการขอยื่นขยายกลุ่มอายุเป็น 12 ปีขึ้นไป ซึ่งหากได้วัคซีนไฟเซอร์มา จะมาเน้นฉีดในกลุ่มเด็ก

ผู้สื่อข่าวถามว่า จำนวนวัคซีนไฟเซอร์ที่ไทยเจรจาจองซื้อ 10 ล้านโดส ขณะนี้มีข้อตกลงอย่างไร นพ.นคร กล่าวว่า ขอซื้อไป 10 ล้านโดส ผู้ผลิตเห็นว่าเป็นไปได้ น่าจะส่งได้ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ แต่ยังเป็นตัวเลขคร่าวๆ ที่ก็ต้องมีการเจรจาเพิ่มเติม