เดิมทีเดียว แผนฉีดวัคซีนโควิดวางยาวกันตั้งแต่ปี 2564-2566 ใช้เวลานานถึง 3 ปี
แผนนี้กรมควบคุมโรคเคยนำไปเสนอกับคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เมื่อ พ.ย.2563 จริงๆ
แต่เมื่อ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นำไปเค้นถาม “อนุทิน ชาญวีรกูล” ในห้องสนทนาออนไลน์แอพพลิเคชั่น “คลับเฮ้าส์” เมื่อวันที่ 12 มี.ค.2564 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ถึงกับออกอาการหงุดหงิดก่อนจะปิดจบด้วยการออกจากห้องสนทนาไปทันที
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ออกมาใช้คำว่า “บางคนจงใจใช้ข้อมูลบิดเบือน”
ที่จริงไม่ต้องถึงกับกล่าวหาผู้ใดว่า “บิดเบือนข้อมูล” เนื่องจาก “แผนเดิม” ก็คือแผนซึ่ง “กรมควบคุมโรค” บรรจงสร้างและเคยนำเสนอต่อสาธารณะจริงๆ
เพียงแต่ “แผน” เปลี่ยนไป ทำให้ “อธิบดีฯโอภาส” ได้มานั่งอธิบายว่า เมื่อ พ.ย.2563 ลงนามจองวัคซีน “แอสตร้าเซนเนก้า” 26 ล้านโดส พอโควิดระบาดรอบ 2 จากสมุทรสาคร ก็สั่ง “ซิโนแวค” เพิ่มมา 2 ล้านโดส ต่อมาก็สั่ง “แอสตร้าเซนเนก้า” เพิ่มอีก 35 ล้านโดส
“จะฉีดให้ครบทั้ง 63 ล้านโดส หรือ 31.5 ล้านคน ในสิ้นปี 2564 นี้”
คำพูดทั้งหมดนั้นเมื่อวันที่ 12 มี.ค.2564
ยังไม่มีใครทักท้วงวิจารณ์ว่าไร้ทิศทางไม่มีแบบแผน
แต่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติถึงจะไม่กินข้าว แต่ก็ไม่ได้ “กินหญ้า” !
ทั้งโลกเข้าใจตรงกันว่า เป้าหมายการฉีดวัคซีนที่ “ร้อยละ 70” ของจำนวนประชากรนั้นก็เพื่อให้เกิด “ภูมิคุ้มกันหมู่”
ไทยต้องใช้วัคซีนถึง 100 ล้านโดส จึงจะพอ
แผนที่อ้างว่า “มาใหม่” ลุยฉีด 63 ล้านโดส ให้เสร็จในปี 2564 ยังไม่ทันได้ไปไหน “โควิดรอบ 3” ก็มา
คราวนี้รุนแรงกว่าครั้งไหนๆ ป่วยเป็นพัน ตายเป็นสิบต่อวัน
รัฐบาลลุกลี้ลุกลนไม่เป็นขบวน
“แผน” เปลี่ยนอีก !
นายกรัฐมนตรีประกาศ “ยกระดับการฉีดวัคซีน”
จะฉีดให้ได้ 3 แสนโดสต่อวัน และจะฉีดให้ประชาชน 50 ล้านคน ภายในสิ้นปี
นับจาก มิ.ย.-31 ธ.ค. ไม่มีวันหยุด มีเวลา 214 วัน
ฉีด 300,000 โดสต่อวัน x 214 วัน ใช้วัคซีน 64.2 ล้านโดส
ถ้าฉีดคนละ 2 เข็มก็เท่ากับฉีดให้ประชาชนได้ 32.1 ล้านคน รวมกับที่ฉีดก่อน มิ.ย.ก็ยังไม่ครบ
เรื่องใหญ่กว่านั้นคือจะเอาวัคซีนมาจากไหน !?!!!

