หมอพร้อม เปิด 2 กลุ่มเสี่ยงโควิดลงทะเบียน 1 พ.ค.นี้ ล็อกเป้าฉีดวัคซีน 16 ล้านคน

28.04.21 | 15:30 น.
หมอพร้อม เปิด 2 กลุ่มเสี่ยงโควิดลงทะเบียน 1 พ.ค.นี้ ล็อกเป้าฉีดวัคซีน 16 ล้านคน

เมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ. แถลงความพร้อมการเปิดให้ประชาชนทั่วไปลงทะเบียนฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปี และโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์หมอพร้อม ว่า ช่วงเดือนมิถุยายนนี้จะมีวัคซีนล็อตใหญ่จากแอสตร้าเซนเนก้า 6 ล้านโดส และในเดือนกรกฎาคม อีก 10 ล้านโดส ซึ่งจะนำมาฉีดให้แก่ประชาชน 2 กลุ่ม คือ สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และโรคประจำตัวเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค รวม 16 ล้านคน ซึ่งจะฉีดภายใน 2 เดือนคือ เดือนมิถุนายน-กรกฎาคม โดยสามารถลงทะเบียนฉีดวัคซีนได้ผ่านไลน์ “หมอพร้อม” ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป

“ประชาชนไม่ต้องเร่งลงทะเบียน เพราะทุกคนมีรายชื่อในระบบอยู่แล้ว ขณะนี้ทุกโรงพยาบาล (รพ.) ได้รวบรวมข้อมูล 16 ล้านคน เข้าระบบแล้ว แต่ต้องแจ้งก่อนว่าอาจจะยังมีตกหล่นประมาณร้อยละ 5 คือ ข้อมูลอาจยังตกหล่นในคลินิก หรือยังไม่มีข้อมูลใน รพ. แต่หน่วยบริการจะพยายามนำข้อมูลเข้าระบบให้ครบถ้วน ส่วนประชาชนกลุ่มที่เหลือ จะได้รับการฉีดวัคซีนตามการจัดสรรในแต่ละเดือน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม-ธันวาคม 2564 ต่อไป” นายสาธิตกล่าว

ด้าน นพ.โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ สธ. ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการบริหารจัดการการให้วัคซีนโควิด-19 กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันว่าคนไทยทุกคนรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ตามความสมัครใจแน่นอน ส่วนการจัดกลุ่มเป้าหมาย แบ่งการบริหารจัดการเป็น 5 กลุ่ม คือ 1.บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข 1.2 ล้านคน 2.บุคลากรอื่นๆ ด่านหน้า 1.8 ล้านคน ซึ่ง 2 กลุ่มนี้จะได้รับวัคซีนครบถ้วนในเดือนพฤษภาคมนี้ ถือเป็นการฉีดในระยะที่ 1 ขณะที่ 3.ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ได้แก่ 1.โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง 2.โรคหัวใจและหลอดเลือด 3.โรคไตวายเรื้อรัง 4.โรคหลอดเลือดสมอง 5.โรคอ้วน 6.โรคมะเร็ง และ 7.โรคเบาหวาน รวม 4.3 ล้านคน 4.ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป รวม 11.7 ล้านคน

“ทั้งนี้ ที่ให้ 2 กลุ่มนี้ก่อนกลุ่มอื่น เพราะข้อมูลการเสียชีวิต 100 กว่าราย ทุกรายมีโรคประจำตัว หรือเป็นผู้สูงอายุ วัคซีนที่ศึกษาวิจัยออกมาสามารถช่วยลดการตาย ลดการนอน รพ. จึงเป็นเป้าหมายหลักต้องฉีดให้ 2 กลุ่มนี้ก่อน เพื่อไม่ให้มีการสูญเสีย เจ็บหนัก และระบบสาธารณสุขเดินหน้าไปได้ หมอไม่ต้องทำงานหนักในการดูแล ถือเป็นการฉีดระยะที่ 2 โดย รพ.ทุกแห่งนำรายชื่อและข้อมูล 2 กลุ่มนี้เข้าไลน์หมอพร้อมแล้ว สามารถจองคิวฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมนี้ จะเริ่มฉีดวันที่ 7 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2564 ต่อไป และ 5.ประชาชนอายุ 18-59 ปี จำนวน 31 ล้านคน จะเริ่มเปิดจองฉีดวัคซีนวันที่ 1 กรกฎาคม และเริ่มฉีดวัคซีนเดือนสิงหาคมต่อไป” นพ.โสภณกล่าว

Advertisement

อย่างไรก็ตาม นพ.โสภณกล่าวว่า หากรัฐบาลสามารถหาวัคซีนมาเพิ่มเติมได้ ก็สามารถเสริมเพิ่มไปได้ เช่น บางตัวเหมาะกับคนตั้งครรภ์ หรืออายุ 12-18 ปี ก็เสริมเข้าไปได้ หากมีปัญหาสถานการณ์ เช่น ครูจำเป็นต้องฉีดเพราะอาจติดจากเด็ก คนขับรถสาธารณะ การท่าอากาศยาน หรือมีพื้นที่ระบาด ก็หาวัคซีนมาได้ก็เสริมเพิ่มเติมได้

“เป็นการดูตามสถานการณ์ในแต่ละช่วง เช่นเดียวกัน หากประชากรใน 2 กลุ่มแรก ที่จะได้รับการจัดสรรวัคซีนก่อน แต่มาลงทะเบียนสมัครใจไม่ครบตามจำนวน ก็จะต้องมีการพิจารณาปรับแผนการให้วัคซีนในกลุ่มอื่นๆ ต่อไป เช่น ฉีดในกลุ่มคนที่มีความจำเป็น พื้นที่เสี่ยงแพร่โรค เป็นต้น วันที่ 28 เมษายนนี้ ได้เปิดตัวไลน์หมอพร้อม เวอร์ชั่น 2 โดยเพิ่มฟังก์ชั่นระบบจองคิวฉีดวัคซีน โดยสามารถเพิ่มเพื่อนไลน์หมอพร้อม ลงทะเบียนใช้งานให้เรียบร้อย กรอกเลขบัตรประชาชน 13 หลักให้ถูกต้อง จองฉีดวันเวลาที่สะดวก อาจเลือก รพ.ที่รักษาตัวหรือ รพ.ในภูมิลำเนา หรือหน่วยฉีดวัคซีนภายนอก เช่น ศูนย์การค้าที่จังหวัดต่างๆ จัดตั้งขึ้น หากต้องการจองคิวฉีดแทนคนในครอบครัว สามารถแก้ไขข้อมูลส่วนตัว กดเพิ่มบุคคลอื่นเข้าไปได้ไม่จำกัด เพื่อจองให้พ่อแม่ได้ ส่วนภูมิภาคไม่มีโทรศัพท์สามารถจองได้ที่ รพ.ใกล้บ้าน โทรศัพท์หา รพ. หรือติดต่ออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ได้รับวัคซีนแน่นอน และยังสามารถแก้ไขวัน เวลา สถานที่ ที่จะเข้ารับวัคซีนได้เช่นกัน” นพ.โสภณกล่าว

 

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. กล่าวว่า การเกิดภูมิคุ้มกันระดับประเทศนั้น จะต้องฉีดให้ได้ ร้อยละ 70 ของประชากร หรือประมาณ 50 ล้านคน คนละ 2 โดส หรือประมาณ 100 ล้านโดส การวางแผนให้ฉีดวัคซีนได้ตามเป้าหมายจึงสำคัญ ซึ่ง สธ.มีหน่วยบริการฉีดวัคซีน 1,373 แห่ง ซึ่ง 1 แห่ง ก็มีหน่วยบริการมากกว่า 1 สถานที่ได้ หากฉีดวันละ 300 ราย ก็สามารถฉีดได้วันละ 3 แสนคน หรือเดือนละ 10 ล้านโดส ได้ตามเป้าหมายพอดี นอกจากนี้ ยังมีการออกหน่วยบริการฉีดภายนอก เช่น ศาลาประชาคม สนามกีฬา ห้างสรรพสินค้าที่กำหนด หรือหน่วยบริการเคลื่อนที่ เป็นต้น ทั้งนี้ บริษัทวัคซีนจะจัดส่งวัคซีนให้ไทยตามแผนแน่นอน

ขณะที่ นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การจัดส่งวัคซีนจำนวนมากไปจังหวัดต่างๆ จะเริ่มดำเนินการช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งมีประสบการณ์ส่งวัคซีนแล้ว 2 ล้านกว่าโดส หากวางแผนที่ดี เส้นทางแนวทางการส่งสามารถไปถึง รพ.ได้ใน 24 ชั่วโมง รพ.ก็สต๊อกวัคซีนได้เพียงพอกับการดำเนินงานในแต่ละสัปดาห์ โดยการขนส่งจะอยู่ในระบบลูกโซ่ความเย็น 2-8 องศาเซลเซียส กำกับอุณหภูมิเพื่ออประกันคุณภาพวัคซีน ทั้งนี้ วัคซีนยังเป็นการใช้ในภาวะฉุกเฉินเพื่อควบคุมโรค จังหวัดที่มีการระบาด เช่น กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ชลบุรี เชียงใหม่ จะได้รับการจัดสรรในสัดส่วนที่มากกว่า เป็นประโยชน์ในระดับบุคคลและควบคุมการระบาดในพื้นที่ ส่วนการจัดสรรจะดูจากจำนวนที่สำรวจมาก่อนหน้านี้ ซึ่งให้ทุกจังหวัดสำรวจประชากรกลุ่มเป้าหมาย และข้อมูลจากการจองวัคซีนผ่านหมอพร้อมจะทำให้มีแม่นยำ

“นอกจากนี้ สธ.จะจัดหาวัสดุอุปกรณ์ไซริงค์ที่มีความแม่นยำในการฉีดวัคซีน เพราะวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 1 ขวด สามารถฉีดได้มากกว่า 10 โดส อาจจะอยู่ที่ 11-12 โดส ก็จะทำให้มีความคุ้มค่า และไปถึงประชาชนได้มากขึ้นในเวลาอันสั้น รวมถึงมีการติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากวัคซีนด้วย อย่างไรก็ตาม นักวิชาการมีหลักฐานว่าผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 มาแล้วจะมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติในระดับหนึ่ง แต่ไม่มาก ซึ่งสามารถรับวัคซีนได้หลังหายจากโควิด-19 แล้วอย่างน้อย 1-3 เดือน” รองอธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีรองรับหากคนเข้ามาลงทะเบียนจำนวนมากจนระบบอาจล่มได้ นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี ที่ปรึกษาระดับกระทรวง สธ. กล่าวว่า ประมาณการณ์คนเข้าวันแรก 20,000 คนต่อวินาที มีการเตรียมระบบรองรับประมาณ 5 เท่า และสามารถขยายเพิ่มเติมในระบบคลาวด์ได้อีก

“นอกจากนี้ ยังมีการตัดบางฟังก์ชั่นที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน เพื่อให้ระบบวิ่งได้เร็วขึ้น ฟังก์ชั่นหลายอันเอาออกไปก่อน และหากไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย 16 ล้านคน ขอว่าอย่าเพิ่งเข้ามา เพราะเข้ามาก็ยังไม่ปรากฏรายชื่อ เนื่องจากระบบล็อกเอาไว้ในกลุ่มสูงอายุและโรคเรื้อรัง เหมือนช่วงแรกที่ล็อกไว้ในบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งนี้ ย้ำว่าวัคซีนมีเพียงพอแน่นอน ไม่ต้องรีบเข้ามาจองตั้งแต่วันแรก เพราะวัคซีนพอดีกับจำนวนคน และบางคนอาจยังไม่อยากฉีด รวมถึงสามารถโทรศัพท์แจ้ง รพ.สต. อยากมาฉีดเมื่อไร หรือ อสม.ได้ ส่วนกรณีชื่อกับภูมิลำเนาอยู่คนละพื้นที่ หากมีข้อมูลรักษาใน รพ.ต่างพื้นที่ก็จะสามารถเลือกฉีดวัคซีนใน รพ.ที่มีภูมิลำเนา และมีประวัติการรักษาได้” นพ.พงศธรกล่าว