“บิ๊กต๊อก”บอก”ผบ.ตร.” ถ้าไม่เห็นด้วย ยกเลิกสินบนยาเสพติด ให้มาชี้แจงอย่าไปพูดข้างนอก

1.09.16 | 16:00 น.

“บิ๊กต๊อก”บอก”ผบ.ตร.” ถ้าไม่เห็นด้วย ยกเลิกสินบนยาเสพติด ให้มาชี้แจงอย่าไปพูดข้างนอก

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) แสดงความไม่เห็นด้วยกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เตรียมประชุมหารือเพื่อให้ได้ข้อสรุปในการยกเลิกเงินสินบนและเงินรางวัลนำจับคดียาเสพติด ว่าหากไม่เห็นด้วยก็ไม่เห็นด้วย ก็ให้ชี้แจงตนมา ซึ่งก็ได้พูดไปในที่ประชุมแล้วว่ามีคนหลายคนพูดถึงเรื่องเงินสินบนรางวัลนำจับว่ามันไม่เกิดประโยชน์ ตนก็รับฟังสังคมและบอกว่าให้เอาเรื่องนี้เข้าประชุม ถ้ามันมีเหตุผลสมควรตนก็จะยกเลิกให้ ตนก็เห็นด้วยที่จะต้องมาทบทวนกันเรื่องนี้ อีกเรื่องคือก็ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงกัน ถ้าไม่เห็นด้วยก็มาชี้แจง ไม่ต้องออกไปพูดข้างนอก ให้มาพูดกับตน เพราะตนนั่งหัวโต๊ะ ถ้ามีเหตุมีผลตนก็ไม่ยกเลิก หากไม่มีเหตุไม่มีผลก็ยกเลิก เพราะสังคมเคลือบแคลงว่าใช้งบประมาณแผ่นดินไปทำอะไร อีกทั้ง โดยหน้าที่แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องจับกุมอยู่แล้ว จะต้องมามีสินบนอะไร ซึ่งตนคิดอย่างนี้ แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นจริงก็ไม่ต้องยกเลิก

พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า เพราะวันนั้นภาคเอกชนเป็นคนถามว่ามันไม่สมควรจะมีแล้วหรือไม่ ไม่ใช่ตนคิด ซึ่งเราก็ต้องมาดูกันและนำมาคุยกัน และคุณก็ชี้แจงสังคมให้ทราบ ก็เหมือนกับคดีการเสียชีวิตของนายธวัชชัย อนุกูล อดีตเจ้าหน้าที่ที่ดินจังหวัดพังงา ที่เสียชีวิตจากการผูกคอตัวเองภายในห้องขังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มันต้องบอกสังคม เพราะตนเอาเรื่องที่สังคมร้องเรียนมาพิจารณาทุกเรื่อง จากนั้น เมื่อได้ข้อสรุปแล้วก็จะบอกสังคมว่าอันนี้ได้หรือไม่ได้อย่างไร ซึ่งคนที่ไม่อยากให้ยกเลิกก็มาชี้แจงให้ตนทราบ และไปตอบสังคมให้ได้ว่าที่คุณใช้เกิดประโยชน์อย่างไร ส่วนกรณีที่ว่าหากไม่มีเงินสินบนแล้วจะนำไปทำอะไรนั้น ไม่มี ก็ไม่ต้องเบิกรัฐไง เพราะมันเป็นงบประมาณเบิกรัฐ ที่เป็นการขอรายปีทุกเดือน ตนจึงพูดไงว่าสินบนพวกนี้การที่ท่านยึดทรัพย์ยึดอะไรมา นำมาเป็นสินบนในการนำจับได้หรือไม่ โดยที่ไม่ต้องไปเบิกงบประมาณกลางของรัฐมา ตนยังเคยพูดในที่ประชุมอย่างนี้เลย

ผู้สื่อข่าวถามถึงการประชุมมอบนโยบายการนำแผนประชารัฐร่วมใจ สร้างหมู่บ้านชุมชนมั่นคง ปลอดภัยยาเสพติด พ.ศ. 2559 – 2560 ไปสู่การปฏิบัติ ที่จะมีการเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด และ ป.ป.ส.ทุกภาคมาเข้าร่วมรับการประชุม พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า จะเห็นได้จากการที่เราประกาศ 80,000 กว่าหมู่บ้านประชารัฐ เมื่อเรามีโครงสร้างสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ ซึ่งองค์กรนี้เราจะต้องรื้อฟื้นให้มันมีพลังในการทำงาน ซึ่งเลขาธิการ ป.ป.ส. ได้มีการพูดคุยกับผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอบางส่วนแล้ว และได้ข้อตกลงกันบ้างแล้ว ซึ่งการเชิญมาก็เพื่อจะได้สร้างความเข้าใจร่วมกัน เพราะเราต้องใช้อำเภอและจังหวัดเป็นศูนย์กลางในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดที่จะต้องนำไปใช้ในระดับตำบล ทั้งเรื่องการปราบ ฟื้นฟู บำบัด และป้องกัน ซึ่งมันจะไปจบที่หมู่บ้านทั้งหมด หากเราทำได้

พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า มันก็จะไปสอดรับกับเรื่องการบำบัดที่มีโรงพยาบาลชุมชนอยู่ในพื้นที่อำเภอ ตำบล ซึ่งจะทำงานเป็นระบบและเป็นการยกเครื่ององค์กร มันก็จะสอดคล้องกับรูปแบบใหม่ที่เรากำลังจะใช้ระบบสาธารณสุขและการฟื้นฟู ซึ่งการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนั้นผู้ว่าฯจังหวัดและนายอำเภอมีกลไกทางการปกครองผ่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จึงให้ทราบรายละเอียดและมีข้อมูลพร้อมมากกว่า ป.ป.ส. ซึ่งมีจำนวนเจ้าหน้าที่ไม่พอ และจะถามเขาว่าจะต้องใช้เครื่องมืออะไร และอำนาจอะไร ซึ่งตนก็ได้สั่งให้ไปดูงบประมาณทั้งหมดในส่วนนี้ด้วย แต่จะเป็นไปได้หรือไม่นั้น ก็ต้องมาคุยกันเรื่องนี้ พร้อมทั้งจะเพิ่มอำนาจให้ให้ผู้ว่าข้าราชการจังหวัดสามารถสั่งการตำรวจและป.ป.ส.ในพื้นที่ได้

Advertisement

ผู้สื่อข่าวถามถึงการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด ซึ่งอาจมีการลดตัวเลขของผู้ค้าและผู้เสพในบัญชีของแต่ละพื้นที่ลง พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า สำหรับปัญหาที่เกรงว่าจะมีการเพิ่มหรือลดบัญชียาเสพติดนั้น เป็นปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งตนยืนยันว่าจะมีการตรวจสอบและเปรียบเทียบข้อมูลเรื่องบัญชีรายชื่อนักค้ายาและผู้เสพทั้งจากกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) และของ ป.ป.ส. ซึ่งที่ผ่านมาทั้งสองหน่วยงานนี้ก็มีรายชื่อที่สามารถนำตรวจสอบกันได้ ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าการตรวจสอบบัญชีระหว่างส่วนกลางกับจังหวัดจะทำให้การจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ค้าและผู้เสพยาเสพติดมีความรัดกุมและเรียบร้อยเพื่อให้ทางจังหวัดนำไปดำเนินการต่อไป