เรียกได้ว่าเป็นความพยายามทลายทุกข้อจำกัด ปลดล็อกทุกเงื่อนไข เพื่อสนับสนุนการสู้ศึกโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 อย่างเต็มที่ สำหรับการตัดสินใจล่าสุดของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธาน

ภายใต้สถานการณ์ที่แหลมคม การทำงานต้องมีความสมดุลระหว่างความยืดหยุ่นและความเฉียบขาด โดยที่ประชุมบอร์ด สปสช. ได้เล็งเห็นปัญหาว่าในยามที่โควิด-19 แพร่ระบาด โรงพยาบาลจำเป็นต้องระดมทรัพยากรออกมาพุ่งรบ จึงมีความเป็นไปได้ที่อาจเกิดภาวะ ขาดสภาพคล่อง โดยเฉพาะหน่วยบริการขนาดเล็ก ที่มีสายป่านสั้น
จึงตัดสินใจปรับระบบการจ่ายเงินชดเชยให้โรงพยาบาล โดยเฉพาะในก้อนของ ผู้ป่วยนอก (OPD) จากเดิมที่จะจ่ายทุกๆ 30 วัน ร่นให้สั้นลง เหลือเพียงรอบละ 15 วัน ซึ่งจะช่วยเสริมกระแสเงินสดให้โรงพยาบาลนำไปจัดบริการตามแผนได้อย่างอุ่นใจ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา
สำหรับเงินชดเชยผู้ป่วยนอกนี้ ครอบคลุมงบผู้ป่วยนอกทุกประเภท รวมถึงงบสำหรับคัดกรองโควิด-19 ด้วย ขณะที่งบยูเซ็ป (UCEP) และยูเซ็ป โควิด-19 (UCEP COVID-19) ก็จะถึงมือของโรงพยาบาลในทุกๆ 15 วันเช่นกัน ส่วนงบ ผู้ป่วยใน (IPD) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ยังคงจ่ายทุก 1 เดือน เหมือนปกติ
มากไปกว่านั้น เพื่อเป็นการลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการทำเรื่องมาเบิกเงิน ซึ่งจะส่งผลให้โรงพยาบาลได้รับเงินที่ล่าช้าออกไป สปสช.จึงได้เปิดสายด่วน Help desk จำนวน 6 เลขหมาย (0-2142-3100-3, 06-1402-6368, 09-0197-5129) เพื่อให้คำแนะนำในทุกๆ ข้อสงสัยเกี่ยวกับการเบิกจ่าย โดยได้จัดเจ้าหน้าที่สแตนด์บายไว้สำหรับ ตอบคำถามทันที
นอกจากหน่วยบริการจะได้รับเงินชดเชยอย่างเท่าทันสถานการณ์แล้ว นายอนุทินในฐานะประธานบอร์ด สปสช. ยังได้กำชับ สปสช. เรื่องการให้ความสำคัญกับ รายการเบิกจ่าย ซึ่งต้องสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในขณะนี้
สปสช.จึงได้ปรับปรุงอัตราการเบิกจ่ายเพิ่มเติม ครอบคลุมการตรวจคัดกรองสำหรับ กลุ่มเสี่ยง ทุกคนทุกสิทธิ ซึ่งหากผลการคัดกรองออกมาเป็นบวก หรือติดเชื้อ ผู้ป่วยก็ยังสามารถเข้ารับการรักษาได้ตามสิทธิของตัวเอง
สำหรับอัตราการเบิกจ่าย ประกอบด้วย 5 รายการใหญ่ ได้แก่ 1.ค่าตรวจห้องปฏิบัติการ (Lab) เพื่อยืนยันการติดเชื้อ ทั้งค่าบริการและค่าเก็บตัวอย่าง 2.ค่ายา 3.ค่ารถส่งต่อระหว่างหน่วยบริการ, บ้าน ด่าน, SQ รวมถึงค่าชุด PPE และ ยาฆ่าเชื้อ ในการดำเนินการ 4.ค่าชุดป้องกันส่วนบุคคล (PPE) หรืออุปกรณ์ป้องกัน 5.ค่าห้องทุกประเภท

เมื่อมิติทางการเงินเพื่อให้การรักษามีความพร้อมและคล่องตัวแล้ว บอร์ด สปสช. เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา จึงพิจารณาต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการ ป้องกันโรค โดยใช้อาวุธที่สำคัญที่สุดอย่าง วัคซีน ใน 2 ประเด็น
ประกอบด้วย 1.เห็นชอบให้จ่ายค่าบริการสาธารณสุขเพิ่มเติมสำหรับฉีดวัคซีน อัตราครั้ง 20 บาท ให้โรงพยาบาล 2.เห็นชอบปรับหลักเกณฑ์จ่ายเงินเพื่อช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ประชาชนไทยทุกคน ที่ได้รับความเสียหายจากการรับวัคซีนป้องกันโควิด-19
แบ่งเป็น 1.ตาย/ทุพพลภาพถาวร ไม่เกิน 4 แสนบาท 2.เสียอวัยวะ/พิการ ไม่เกิน 2.4 แสนบาท 3.บาดเจ็บ/เจ็บป่วยต่อเนื่อง ไม่เกิน 1 แสนบาท
และเพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการดำเนินการ สปสช.จะแต่งตั้งกลไกการพิจารณาระดับเขต และกลไกการพิจารณากรณีอุทธรณ์ระดับประเทศ เพื่อให้สามารถจ่ายได้ภายใน 5 วัน หลังยื่นคำร้อง
ทั้งนี้ ให้มีผลหลังจากที่ นายอนุทินลงนามในประกาศคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้า

นายอนุทิน กล่าวว่า ปัจจุบัน สปสช. ได้ปรับระบบการจ่ายเงินชดเชยจากเดิมที่มีรอบการจ่ายทุก 1 เดือน เป็นจ่ายทุกครึ่งเดือน หรือเดือนละ 2 ครั้ง ซึ่งในอนาคตจะมีการปรับให้เร็วขึ้นอีก เพื่อเพิ่มสภาพคล่องแก่หน่วยบริการ เมื่อมีสภาพคล่องดีขึ้น ก็จะมีความคล่องตัวในการรับมือการระบาดของโรคโควิด-19 ได้มากขึ้น
โรงพยาบาลจะมีกระแสเงินสดที่จะนำไปหมุนเวียนเพื่อใช้ในการดูแลผู้ป่วย โดยไม่กระทบการบริหารจัดการในส่วนอื่นของโรงพยาบาล ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกแก่โรงพยาบาลให้มากที่สุด ลดความกังวลหรือข้อติดขัดด้านการเงิน นายอนุทิน ระบุ

ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า สปสช.ต้องการให้โรงพยาบาลได้ทุ่มเทกับการรักษาผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในส่วนของโรงพยาบาลเอกชน ที่สำคัญคือ สปสช. ร่วมเป็นหน่วยงานจัดหาเตียงให้ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ด้วย จึงขอให้มั่นใจว่าผู้ติดเชื้อที่สายด่วน สปสช.1330 ประสานขอเตียงให้นั้น จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์เบิกจ่ายค่าชดเชย โดยโรงพยาบาลจะได้รับค่าใช้จ่ายในการรักษาอย่างแน่นอน
“เราหวังว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะช่วยให้หน่วยบริการมีสภาพคล่องที่ดีขึ้น โรงพยาบาลมีศักยภาพในการรับมือกับสถานการณ์ระบาดได้มีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่น ปรับตัวตอบสนองกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปทุกวันได้ดียิ่งขึ้น” นพ.จเด็จ กล่าว
ด้าน นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชนแห่งประเทศไทย บอกว่า การปรับระบบจ่ายเงินชดเชยให้หน่วยบริการเร็วขึ้นจากทุก 30 วัน เป็นทุก 15 วัน เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะจะช่วยให้โรงพยาบาลนำเงินเหล่านี้ไปสนับสนุนการดูแลรักษาโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี
นพ.เฉลิม บอกอีกว่า ที่ผ่านมา การเบิกจ่ายกับ สปสช. ไม่ ียงแต่ สปสช. ต้องมีระบบที่เป็นปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วงของการระบาดโรคโควิด-19 ระลอกที่ 3 ซึ่ง สปสช.ก็จะต้องมีความรวดเร็วขึ้น เพื่อช่วยพยุงสภาพคล่องของโรงพยาบาลแต่ละแห่งให้ได้

