อ่าน”Judith Butler”ว่าด้วยเรื่อง”เพศ”กำหนด”ใคร”หรือ”ใคร”กำหนด”เพศ”

รายงานพิเศษ

ในสังคมปัจจุบัน ว่ากันว่าเปิดกว้างเรื่องราวทางเพศมากกว่าในอดีต โดยในความเป็นจริงของสังคม เราได้เห็นการปรับตัวหรือการพยายามปรับตัวเพื่อรองรับกับความหลากหลายทางเพศที่เกิดขึ้น (แม้ในระดับรัฐจะยังเห็นการปรับตัวไม่ทันก็ตาม)

มีนักคิดตะวันตกท่านหนึ่งที่ไม่เชื่อเรื่องเพศที่ถูกอธิบายบนฐานเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ หรือเพศทางชีวภาพ เเต่เชื่อว่าเพศเป็นเรื่องของการประกอบสร้างทางความหมายของสังคม และไม่เชื่อเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ เพราะการเคลื่อนไหวดังกล่าวยังอยู่ในกรอบคิดเรื่องเพศ แต่เชื่อเเละสนับสนุนในการทำลายอัตลักษณ์ทางเพศ

หลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชา สตรี เพศสถานะ และเพศสภาพ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดบรรยายพิเศษเรื่องดังกล่าว โดยเชิญ หลักสูตร ผศ.ดร.จเร สิงหโกวินท์ อาจารย์คณะภาษาและการสื่อสาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านเพศวิถีศึกษาคนแรกในประเทศไทย ในหัวข้อ อ่าน Judith Butler’s Bodies that Matter

โดย อ.จเร กล่าวว่า งานเขียนของจูดิธ บัตเลอร์ เป็นงานเขียนที่ค่อนข้างอ่านยาก ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากนักปรัชญาหลังโครงสร้างนิยมซึ่งลักษณะงานเขียนของบัตเลอร์ถูกมองว่าเข้าถึงยากและมีความซับซ้อน ดังนั้นการอ่านงานของบัตเลอร์ การเป็นต้องทำความเข้าใจพื้นฐานและข้อเสนอหลักของบัตเลอร์ โดยเฉพาะงานเรื่อง Bodies that Matter

Advertisement

ทั้งนี้ ฐานคิดของบัตเลอร์ให้ความสำคัญกับการศึกษาการประกอบสร้างอัตตา โดยเน้นการเปรียบเทียบคนอื่นกับสิ่งที่เราไม่มี บัตเลอร์มองว่าการจัดประเภทอัตลักษณ์ทางเพศคือความรุณแรงรูปแบบหนึ่ง บัตเลอร์มองว่าเพศสถานะหรือเพศวิถีเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว และถูกใช้เพื่อต่อต้านหรือเเสดงจุดยืนในฐานะที่มันเป็นเพียงการประกอบสร้างทางสังคม โดยผ่านเครื่องมือสำคัญคือสัญญะและภาษา

10

บัตเลอร์พูดถึงเรื่องเพศสภาพ โดยไม่ให้ความสำคัญกับเพียงผู้กระทำ แต่สนใจการกระทำต่างๆว่าจะมีความหมายอย่างไร เช่นการบอกว่าใครเป็นผู้ชาย หรือผู้หญิง ก็จะไม่มีความหมายเลย หากไม่ถูกประพฤติและยอมรับผ่านชุดการกระทำหรือชุดของวาทกรรมบางอย่าง ซึ่งกำหนดความหมายเกี่ยวกับเรื่องเพศในสังคม เช่นกรณีการเป็นผู้หญิงในสังคมไทย ที่ไม่ใช่การบอกว่ามีอวัยวะเพศหญิงแล้วจะเป็นผู้หญิง แต่ความเป็นหญิงของคนไทยจะต้องเป็นคนเรียบร้อย มีมารยาทงดงาม ทำกับข้าวเก่ง หรือ เป็นช้างเท้าหลังเป็นต้น ดังนั้น บัตเลอร์จึงเห็นว่า อัตลักษณ์ทางเพศ เพศสถานะ ไม่มีทางมีความหมายได้ หากปราศจากชุดวาทกรรมทางเพศของสังคมนั้นๆ โดยบัตเลอร์มองว่าการไม่ยอมเเสดงออกตามอัตลักษณ์ที่วางอยู่กับเพศตามธรรมชาติ ตามที่สังคมกำหนดถือว่าเป็นการท้าทายสังคมเช่นกัน

โดยหนังสือเรื่อง Bodies that Matter นั้นบัต เลอร์เสนอว่า ร่างกายก็เป็นเรื่องของการประกอบสร้างทางเพศ เป็นเรื่องของการให้ความหมายซึ่งเป็นมิติเรื่องอำนาจเช่นกัน ฉะนั้นความแตกต่างระหว่างเพศ ความเหลื่อมล้ำละหว่างเพศ ความไม่เท่าเทียมทางเพศ มีอยู่ได้ ก็ล้วนเกิดขึ้นเพราะการให้ความหมายของสังคมทั้งนั้น ซึ่งในปัจจุบันหลายสังคมก็คุ้นเคยกับการจัดความสัมพันธ์ทางเพศไว้แล้ว

แน่นอนว่าจุดยืนของบัตเลอร์ ในเชิงวิชาการอาจจะไม่สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของสตรีนิยมยุคแรกๆ เพราะบัตเลอร์มองว่าสตรีนิยม ยังเคลื่อนไหวโดยมีจุดยืนเรื่องเพศหญิงในบริบทของสังคมแบบปิตาธิปไตย ซึ่งเป็นทัศนะที่เชื่อว่าผู้หญิงมีเอกภาพ มีคุณสมบัติสากล

อย่างไรก็ตาม อ.จเร ระบุว่า บัตเลอร์มองว่า การสลายปัญหาความแตกต่าง หรือการแบ่งแยกทางเพศ ไม่ใช่การเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ เช่นเพศหญิง ต้องสามารถทำงานแบบผู้ชาย หรือผู้ชายสามารถทำงานบ้านแบบผู้หญิงได้ แต่หากจะเปลี่ยนหรือสลายความแตกต่างหรือการจำแนกเพศ บัตเลอร์เห็นว่า เราต้องทำลายอัตลักษณ์ทางเพศ หรือเพศสภาวะทั้งหมดที่เป็นสิ่งประกอบสร้างทางสังคมที่กำหนดให้เราภายหลังจากที่เราเกิด ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว อ.จเรมองว่าคงเป็นไปได้ยาก

ทั้งนี้การกำหนดว่าใครเป็นเพศใดในสังคมเกิดจากผู้มีอำนาจ ตั้งแต่เด็กเเรกเกิดคือหมอ และมีการดำเนินการมาโดยตลอดเพื่อสร้างอัตลักษณ์ทางเพศตลอดชีวิตของคนๆหนึ่งให้ดูเป็นเรื่องธรรมชาติ โดยในประวัติศาสตร์ตะวันตกสมัยใหม่ การแยกความเป็นเพศมีอยู่สูงมาก แต่ในอดีตวิธีคิดเรื่องความหลากหลายทางเพศต่างหากที่เป็นชุดความคิดหลักในสังคม ก่อนจะมาเปลี่ยนเมื่อศาสนาคริสเข้ามามีอิทธิพล จนกระทั่งนำมาสู่สังคมแบบชายและหญิง โดยบัตเลอร์เห็นว่าข้อตกลงทางเพศจะไม่มีความหมายเลย หากไม่ผ่านชุดสัญญะทางสังคม ซึ่งชุดความคิดเรื่องเพศในสังคมเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

 

11

อ.จเร ยืนยันว่า บัตเลอร์เขียนหนังสือเล่มนี้เพราะต้องการจะบอกว่า เพศ กับเพศวิถี คือเรื่องเดียวกัน ฐานคิดเดียวกัน เพศที่ปรากฎอยู่ในตัวคนจึงไม่ใช่สิ่งที่มีเอกภาพ ดังนั้นอัตลักษณ์ทั้งของ ชาย หญิง เกย์ เลสเบี้ยน กระเทย หรือคนข้ามเพศ ก็ล้วนแต่เป็นอัตลักษณ์ที่ไม่มีแก่นแท้แน่นอน และมีลักษณะที่อาจจะเปลี่ยนไปตามความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เกิดขึ้นระหว่างตัวคน กับสังคม ในบริบทของการต่อสู้ ต่อรอง ท้าทายและการไกล่เกลี่ยทางความหมาย จนทำให้เกิดคำถามเรื่อง “ตัวตน” และ”อัตลักษณ์”ที่แท้จริงของมนุษย์

โดยบัตเลอร์เขียนงานชิ้นนี้ในปี1993 หลังจากนั้น บัตเลอร์ได้รับเชิญไปบรรยายทั่วยุโรป รวมถึงมีผลกระทบอย่างมากต่อขบวนการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับความเป็นธรรมทางเพศ

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image