สัพเพเหระคดี : ประนีประนอมยอมความ

10.05.21 | 13:05 น.

รถยนต์ใหม่เอี่ยมคันที่คุณโผงเพิ่งเช่าซื้อขับออกจากศูนย์มาหมาดๆ ถูกรถยนต์ของเทศบาล ซึ่งขับโดยคุณจำนูญชนเข้าอย่างจังได้รับความเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ

หลังเกิดเหตุ 2 ฝ่าย คือ คุณโผง และฝ่ายเทศบาลรวมทั้งคุณจำนูญผู้ขับ ไปเจรจาความเรื่องค่าเสียหายกันที่สถานีตำรวจ แล้วลงบันทึกประจำวันลงชื่อกันไว้ทั้งสองฝ่ายว่า
“ทางเทศบาลจะชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดแก่คุณโผงตามความเป็นจริง และคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ตกลงเบื้องต้นกันได้ แล้วจะนัดมาเจรจาในส่วนที่ยังไม่จบอีก”

เสร็จจากสถานีตำรวจวันนั้น ต่อมานัดเจรจาอีก แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ด้วยฝ่ายเทศบาลเห็นว่า คุณโผงเรียกร้องสูงเกินไป ส่วนคุณโผงเห็นว่า ที่ฝ่ายเทศบาลจะจ่ายต่ำเกินไป

คุณโผงจึงนำความมาฟ้องต่อศาล ขอให้บังคับคุณจำนูญ และเทศบาล ร่วมกันจ่ายค่าเสียหาย เป็นค่าเช่าซื้อรถ 153,250 บาท ค่าติดตั้งอะไหล่ 14,450 บาทค่าพ่นกันสนิม 5,500 บาท และค่าเบี้ยประกันภัย 22,303 บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 195,503 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ชนจนกว่าจะชำระเสร็จแก่คุณโผง

คุณจำนูญคนขับขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนเทศบาลต้นสังกัดให้การต่อสู้คดีว่า หลังเกิดเหตุ คุณโผงกับคุณจำนูญ และเทศบาลได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยตกลงยินยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่คุณโผงแล้ว มูลหนี้ละเมิดจึงเป็นอันระงับ คุณโผงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายอีก ขอให้ยกฟ้อง

Advertisement

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

คุณโผงอุทธรณ์คดี

ศาลชั้นอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 169,950 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันทำละเมิด วันที่ชนเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่คุณโผง

เทศบาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า บันทึกดังกล่าว เป็นเพียงบันทึกยอมรับการกระทำละเมิดของทั้งสอง และยอมจะชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด แต่ไม่ปรากฏว่าค่าเสียหายเท่าไร ซึ่งตามบันทึกดังกล่าวส่วนท้ายยังมีข้อความระบุไว้ว่า “คู่กรณีตกลงเบื้องต้นกันได้และนัดมาเจรจาในส่วนที่ยังไม่จบอีก”

ทั้งนี้ เพราะค่าเสียหายที่ทั้งสองจะชดใช้ให้แก่คุณโผงทั้งหมด เป็นจำนวนเท่าใดยังไม่ชัดแจ้ง ซึ่งหากคุณโผงกำหนดขึ้นมาแล้วทั้งสองจะยอมชำระหรือไม่จะต้องเจรจากันอีกครั้ง

ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อคุณโผงคืนซากรถให้แก่บริษัทผู้รับประกันภัยไป แล้วมาขอเรียกค่าเสียหายตามฟ้อง คุณจำนูญและเทศบาล ก็ไม่ยอมชำระโดยต่อสู้ว่า สูงเกินไป

กรณีจะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความได้จะต้องชัดแจ้ง ยินยอมด้วยกันทั้งสองฝ่ายแล้ว เมื่อยังไม่สามารถตกลงกันได้ในจำนวนค่าเสียหาย จึงไม่เป็นการระงับข้อพิพาทอันจะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความดังที่เทศบาลฎีกา

อย่างไรก็ตาม คุณจำนูญเป็นลูกจ้างของเทศบาล และกระทำการในหน้าที่ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการ คุณโผงจึงไม่มีอำนาจฟ้องคุณจำนูญตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นอุทธรณ์พิพากษาให้คุณจำนูญ ร่วมรับผิดมานั้นจึงไม่ชอบ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่ให้คุณจำนูญร่วมรับผิดชอบกับเทศบาล นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นอุทธรณ์

หมายความว่า ให้เทศบาลรับผิดชำระค่าเสียหายแก่คุณโผงไปแต่เพียงรายเดียว

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14079/2553)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 850 อ่านว่า ประนีประนอมยอมความนั้น คือ สัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน

มาตรา 852 ผลของสัญญา
ประนีประนอมยอมความนั้น ย่อมทำให้การเรียกร้อง ซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้ติดตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน