สกู๊ปหน้า 1 : สำรวจ รพ.สนาม ในสถานการณ์ ติดโควิดวันละ 2 พัน

17.05.21 | 07:27 น.

สกู๊ปหน้า 1 : สำรวจ รพ.สนาม ในสถานการณ์ ติดโควิดวันละ 2 พัน

การระบาดโควิด-19 ระลอก 3 ขยายเป็นวงกว้างมีผู้ติดเชื้อใหม่รายวันระดับ 2 พันคนขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง บางช่วงยกไปถึงกว่า 3 พันคน ขณะที่ผู้มีอาการรุนแรงและต้องใส่ท่อหายใจยังอยู่ในระดับสูง หากกดตัวเลขไม่ลงวิตกกันเตียงผู้ป่วยอาการรุนแรงหรือเตียงไอซียู อาจมีปัญหาไม่เพียงพอ


สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้โรงพยาบาลสนามที่ถือเป็นด่านหน้าในการปะทะประทัง ไม่ให้ผู้ติดเชื้อข้ามเส้นกลายเป็นผู้ป่วยจนขยับไปถึงมีอาการรุนแรง เพื่อลดเสี่ยงต่อเตียงไอซียู

“มติชน” ไปสำรวจปราการด่านสำคัญแห่งนี้ โดย นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิช วัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี หรือ สบยช. แจกแจงภารกิจดูแลผู้ติดเชื้อของโรงพยาบาลสนาม สบยช. อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ว่า สบยช.ได้รับมอบหมายจากกรมการแพทย์ จัดตั้ง “หอผู้ป่วยโควิด-19 ส่วนขยาย 6+1 กรมการแพทย์ สบยช.” ขึ้นมา

ก่อนอื่นต้องขยายความ 6+1 ว่า เลข 6 หมายถึงความร่วมมือของโรงพยาบาล ธัญญารักษ์ภูมิภาคทั้ง 6 แห่ง คือ สบยช. และ โรงพยาบาลธัญญารักษ์แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ขอนแก่น อุดรธานี สงขลา และปัตตานี ขณะที่ +1 คือโรงพยาบาลสนาม แต่แตกต่างจากโรงพยาบาลสนามทั่วไป คือเป็นหอ ผู้ป่วยที่จัดตั้งเสมือนเป็นโรงพยาบาลทั่วไป เน้นการดูแลรักษาใน “กลุ่มผู้ป่วยสีเหลือง” หรือผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง แต่มีอาการเหนื่อยหอบ หายใจเร็ว มีความเสี่ยงจากการมีโรคประจำตัว ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับความดูแลที่ใกล้ชิด

Advertisement

หอผู้ป่วยโควิด-19 ส่วนขยาย 6+1 ถือเป็นโรงพยาบาลสนามแห่งแรก ที่มีลักษณะเป็นหอผู้ป่วยดูแลเฉพาะผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 มีความพร้อมมากกว่าโรงพยาบาลสนามทั่วไปที่จะรับเพียงผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว (ไม่มีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อย) เท่านั้น มีแพทย์ดูแลวันละ 6 คน ผลัดกันตลอด 24 ชั่วโมง และมีพยาบาลร่วมช่วยเหลือดูแล ผู้ป่วยทุกรายจะมีนักโภชนาการจัดอาหารให้ผู้ป่วยทุกมื้อ

ขณะที่การช่วยเหลือทางจิตวิทยา ได้ให้ความรู้ในการดูแลจิตใจผ่านกิจกรรมเสียงตามสาย และความรู้ต่างๆ โดยทีมสหวิชาชีพ เช่น พยาบาล นักจิตวิทยา นักกิจกรรมบำบัด โภชนากร เป็นต้น นอกจากนั้น จะมีการเยียวยาด้านจิตใจเป็นรายบุคคลกรณีผลการประเมินอยู่ในเกณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูง สำหรับการควบคุมด้านความสะอาดสถานที่

นพ.สรายุทธ์ระบุว่า เนื่องจากเชื้อไวรัสสามารถอยู่บนพื้นผิวของวัตถุต่างๆ เป็นเวลา 1-3 วัน จึงต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพสูงในการทำลายเชื้อไวรัส โควิด-19 เช็ดถูพื้นผิวที่ความเสี่ยง เช่น ห้องสุขา โถส้วม 2 ครั้งต่อวัน ราดทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างทำความสะอาดพื้นอีกครั้งด้วยผงซักฟอกหรือน้ำยาล้างห้องน้ำตามปกติ ส่วนพื้นผิวที่เป็นโลหะ สามารถใช้แอลกอฮอล์ 70% ทำความสะอาด เช็ดถู 2 ครั้งต่อวัน วัสดุผ้าที่ปนเปื้อน เช่น เสื้อผ้า ผ้าม่าน ผ้าปูที่นอน ซักโดยใช้น้ำที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส และผงซักฟอก

ขณะที่โรงพยาบาลสนาม จ.เชียงใหม่ ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา ที่มีเตียงรองรับผู้ป่วยถึง 1,320 เตียง โดย นพ.อำพร เอี่ยมศรี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่วาง ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลสนามแห่งนี้ กล่าวว่า โรงพยาบาลสนามเชียงใหม่จะรองรับผู้ป่วยไม่มีอาการ แต่หากมีความเปลี่ยนแปลง เช่น ออกซิเจนในเลือดต่ำกว่า 94% หายใจเหนื่อย จะส่งต่อไปโรงพยาบาลหลัก ถ้าผู้ป่วยเข้ารับการรักษาครบ 14 วัน นับตั้งแต่วันที่เริ่มมีอาการหรือวันที่ตรวจพบ และมีอาการปกติ แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาให้กลับบ้านได้ เริ่มแรกมีอัตรากำลังเพียงแพทย์ 2 คน และพยาบาลวิชาชีพ 5 คน ต่อมาผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงขอสนับสนุนอัตรากำลังประกอบด้วย นายแพทย์ 2 คน พยาบาลวิชาชีพและผู้ช่วยพยาบาล จากโรงพยาบาลชุมชนสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเวรละประมาณ 20 คน มาดูแลผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง ผู้ป่วยสามารถติดต่อกับพยาบาลฝ่าย line official หากมีอาการเปลี่ยนแปลง จากนั้นจะประเมินอาการผู้ป่วยเพื่อดำเนินการรักษาขั้นต่อไป นอกจากนั้น จะมีทีมนักจิตวิทยาคอยดูแลสภาพจิตใจอย่างใกล้ชิด โดยผู้ป่วยทั้งหมดได้รับการสนับสนุนจาก อบจ.เชียงใหม่ รับผิดชอบจัดส่งอาหารทั้ง 3 มื้อ

ด้านภารกิจของโรงพยาบาลสนามใน จ.นนทบุรี ซึ่งถือเป็นพื้นที่การแพร่ระบาด โควิด-19 ค่อนข้างสูง นพ.สฤษดิ์เดช เจริญไชย ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า จ.นนทบุรีมีการบริหารจัดการโรงพยาบาลสนามอยู่ 4 แห่ง รองรับผู้ติดเชื้อได้ 800 เตียง ขณะนี้รับผู้ติดเชื้อแล้วประมาณ 500 กว่าเตียง ก็ยังเหลืออยู่ 300 เตียง ส่วนคนไข้อาการปานกลางยอมรับว่าค่อนข้างตึง แต่ยังบริหารจัดการได้มีประมาณ 200 เตียง ตอนนี้มีเตียงว่างประมาณ 20 เตียง ยังพอหมุนเวียนได้อยู่

ในส่วนของคนไข้หนักจะประสานงานกันระหว่าง รพ.พระนั่งเกล้ รพ.ชลประทาน รพ.บำราศนราดูร ส่วนนี้ค่อนข้างจำกัดต้องพยายามหมุนเวียนกันไป ในด้านของอุปกรณ์เพื่อใช้รองรับผู้ติดเชื้อ ช่วงแรกรับจะมีของให้อยู่บางส่วน และมี ผู้มาบริจาคเรื่อยๆ เช่น เสื้อผ้าต่างๆ ขณะนี้ มีผู้เข้ารักษาตัวประมาณ 500 คน ต่อเจ้าหน้าที่ อยู่ 50 คน ผลัดเปลี่ยนกัน ส่วนโรงพยาบาลบุษราคัมที่เพิ่งเปิดให้บริการ ความจริงแล้ว คือ โรงพยาบาล ส่วนต่อขยายของโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า โดยกระทรวงสาธารณสุขจะบริหารจัดการเอง เพราะภาพรวมเตียงผู้ป่วยในกรุงเทพฯไม่พอ ก็จะรับเข้ามา อาทิ กลุ่มคลัสเตอร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ชุมชนคลองเตย หรือในจุดที่มีการระบาดคลัสเตอร์ใหญ่ ขึ้นอยู่กับกระทรวงสาธารณสุขประเมินว่า อัตราของผู้ป่วยอาจเกินกว่าโรงพยาบาลในกรุงเทพฯจะรองรับ ก็ส่งเข้ามารับการดูแลที่นี่