“ปรเมษฐ์”อธ.ศาลปราบทุจริตภาค1 ลุยฟ้อง 3 ตุลาการ ผิด157 ฐานเป็นคณะกก.สอบข้อเท็จจริงมิชอบ

22.05.21 | 11:25 น.

“ปรเมษฐ์”อธ.ศาลปราบทุจริตภาค1 ลุยฟ้อง 3 ตุลาการ ผิด157 ฐานเป็นคณะกก.สอบข้อเท็จจริงมิชอบเร่งรัดสรุปเสนอจนเป็นผลร้าย ปม.คดี”ประหยัด”ฟ้อง 3 บิ๊กยุติธรรม


เมื่อวันที่ 22พฤษภาคม 64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมาที่ศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลาง นายปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบภาค1 ปฏิบัติภารกิจชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ยื่นฟ้อง นายอนุวัตร มุทิกากร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา นางสาวมรกต วัฒนรุ่งเรืองยศ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ นายนรินทร์ ทองคำใส รองเลขานุการศาลฎีกา เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

จากกรณีที่จำเลยทั้ง3 ในฐานะคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงตามคำสั่งสำนักงานศาลยุติธรรมที่333/2564 วันที่25มี.ค. ลงนามโดยประธานศาลฎีกา กรณีนายปรเมษฐ์โจทก์ถูกกล่าวหาว่าเข้าไปก้าวก่ายหรือเเทรกเเซงการพิจารณาคดึหมายเลขดำที่อท.48/2563 ของศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบภาค1

โดยคำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่าวันที่25มี.ค.สำนักงานศาลยุติธรรมมีคำสั่งที่333/2564 โดยประธานศาลฎีกาเรื่องตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว

Advertisement

โดยนายอนุวัตรเป็นประธานเเละนางสาวมรกตเป็นกรรมการ,นายนรินทร์เป็นกรรมการเเละเลขานุการ โดยจำเลยทั้งสามมีหน้าที่สอบสวนพยานหลักฐานเเละเสนอความเห็นเพื่อทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดของนายปรเมษฐ์ที่ถูกกล่าวหาว่าผิดวินัยร้ายเเรง/ไม่ร้ายเเรง/ไม่มีมูลความผิด หลังจากมีคำสั่งศาลยุติธรรมเมื่อวันที่25มี.ค.พบว่าวันที่26มี.ค.จำเลยทั้งสามร่วมเดินทางไปสอบพยานหลักฐานที่ศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบภาค1

ถัดมาวันที่31มี.ค.นายนรินทร์โทรศัพท์มาเเจ้งนายปรเมษฐ์ว่าให้มาชี้เเจงกับกรรมกาคในวันที่1เม.ย.เพราะนายอนุวัตรเข้าเวรที่ศาลฎีกาในวันนั้น ซึ่งโดยปกติเเล้วในการปฏิบัติราชการของกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในขั้นต้นต้องมีหนังสือเเจังนัดโจทก์/ผู้ถูกล่าวหาเข้าชี้เเจงเเละควรได้รับทราบประเด็นร้องเรียน เพื่อให้สามารถรวบรวมพยานหลักฐานประกอบการชี้เเจงเเละเข้าสืบแก้ในข้อที่เป็นผลร้ายต่อตนเอง

ต่อมาวันที่1เม.ย.วันนัดโจทก์ปวดท้องมากเเละมีผู้พิพากษามารายงานตัวเเละขอพบหลายคน เมื่อเสร็จภารกิจจึงไปพบเเพทย์ที่รพ.สระบุรี เเพทย์มีหนังสือความเห็นว่า ตนเป็นกระเพาะอาหารอักเสบควรพักผ่อนในวันที่1-2เม.ย.เเละก่อนหน้านั้นคือวันที่29มี.ค.ตนไปรพ.ราชวิถีเพราะปวดท้องเเพทย์นัดให้ไปรังสีวินิจฉัยวันที่12พ.ค.ด้วย โดยตนทำหนังสือลาป่วยของวันที่29มี.ค.เเละวันที่1-2เม.ย.ต่อประธานศาลฎีกาเเล้ว

หลังตนพบเเพทย์ที่รพ.สระบุรีเเล้วได้โทรศัพท์ติดต่อนายนรินทร์หลายครั้งเเต่นายนรินทร์บล็อกโทรศัพท์ตน เพราะตนต้องการไปชี้เเจงต่อกรรมการซึ่งเป็นจำเลยทั้งสามในคดีที่ตนฟ้องร้องนี้ เพราะตนต้องการทราบว่าผู้ใดร้องเรียนเเละมีประเด็นใดบ้างเพื่อที่จะได้ทราบสืบแก้ได้ถูกตัอง โดยวันที่2เม.ย.ตนพยายามติดต่อนายนรินทร์หลายครั้งเเต่โดนบล็อกโทรศัพท์ ตนจึงติดต่อนายอนุวัตร นายอนุวัตรตอบว่ามีความเห็นไปเเล้ว ตนจึงเเจ้งนายอนุวัตรว่าตนยังไม่ได้ชี้เเจงเเละไม่ทราบประเด็นการร้องเรียนที่จำเลยทั้งสามสอบสวนเเละมีผลร้ายเเก่ตน ตนยังไม่ได้ชี้เเจงเเละนำพยานมาสืบเเก้ นายอนุวัตรให้ตนติดต่อนายนรินทร์ เลขานุการของตนเเจ้งนายอนุวัตรว่าตนโทรศัพท์นายนรินทร์หลายครั้งเเต่ติดต่อไม่ได้ จากนั้นตนยังติดต่อนายนรินทร์เเต่โดนบล็อกโทรศัพท์

ตนยังพร้อมไปพบกรรมการเเละชี้เเจง เพราะต้องการทราบประเด็นข้อร้องเรียน หากตนได้เข้าชี้เเจงต่อกรรมการเเละหากกรรมการให้ความเป็นธรรมเเก่ตนก็จะทราบความจริงว่าเป็นกรณีที่ตนปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชธรรมนูญศาลยุติธรรมเเละบทบัญญัติกฎหมายไม่ได้เเทรกเเซงการพิจารณาคดีของผู้พิพากษาผู้ใต้บังคับบัญชาเเต่อย่างใด

ตอนเกิดเหตุตนเป็นเจ้าของคดีหมายเลขดำที่อท.48/2563มีความเป็นอิสระในการพิพากษาคดี จำเลยทั้งสามได้รับการเเเต่งตั้งเป็นกรรมการในกรณีของตนต้องสอบสวนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรมเรื่องหลักเกณฑ์เเละวิธีการสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้นฯ เเละเมื่อเสร็จสิ้นการสอบสวนขั้นต้นหากผู้ถูกสอบสวนถูกกล่าวหาเเละเป็นผลร้ายโดยไม่มีโอกาสชี้เเจง หากมีกรณีเช่นนี้ต้องให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้เเจงก่อน

ดังนั้นกรณีนี้เป็นการกระทำสอบสวนของกรรมการทั้งสามอย่างเร่งรีบ รวบรัด ด่วนสรุปความเห็นเพียงไม่กี่วันหลังได้รับเป็นกรรมการ หากตนได้เข้าชี้เเจงเข้าสืบเเก้ผลร้ายเเก่ตนตามสิทธิเเละหลักกฎหมายกับกรรมการทั้งสามนั้น กรรมการจะสอบสวนโดยไม่เร่งรีบฯ  ดังนั้นกรรมการทั้งสามที่เป็นจำเลยคดีนี้ร่วมกันงดดำเนินการสอบสวนพยานหลักฐานเเละด่วนสรุปความเห็นจึงไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติกฎหมายเเละประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม

น่าสงสัยว่าเหตุใดจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำการดังกล่าวทั้งๆที่เมื่อเสร็จสิ้นการสอบสวนชั้นต้นเเล้ว จำเลยทั้งสามต้องพิจารณาว่ามีข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายเเก่ผู้ถูกกล่าวหา โดยผู้ถูกกล่าวหายังไม่ไดัชี้เเจง จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเจตนาไม่ดำเนินการสอบสวนให้เป็นไปตามกฎหมายเเละประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม

ตนมีหนังสือด่วนที่สุดถึงประธานศาลฎีกาเเละกรรมการชุดนี้เมื่อวันที่5พ.ค.เพื่อขอความเป็นธรรมเเต่ประธานศาลฎีกานำความเห็นชั้นต้นของจำเลยทั้งสามเสนอคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมเพื่อขอความเห็นชอบให้ตนไปปฏิบัติภารกิจชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมจึงทราบว่าตนยังไม่ได้ชี้เเจงตามที่ถูกกล่าวหา

ทำให้ตนเสียหาย จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157,81,93

โดยภายหลังยื่นฟ้อง ศาลรับคำฟ้องไว้เพื่อมีคำสั่งในชั้นตรวจฟ้องในวันที่7มิ.ย.เวลา 09.30น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 64 นางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา มีคำสั่งให้นายปรเมษฐ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 ไปช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งที่ประชุม คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ครั้งที่ 4/2564 เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2564 มีมติเห็นชอบคำสั่งดังกล่าวจากกรณีที่สำนักงานศาลยุติธรรมได้มีคำสั่งลับที่ 333/2564 ลงวันที่ 25 มี.ค. 2564 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีนายปรเมษฐ์ถูกร้องเรียนกล่าวหาว่าเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการพิจารณาคดีหมายเลขดำ ที่อท.84/2563 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ระหว่างนายประหยัด พวงจำปา อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช., น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. และนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157