การลุกขึ้นสู้เพื่อคัดค้านการรื้อถอนบ้านจากชาวชุมชนป้อมมหากาฬ ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น และคงไม่จบง่ายๆ
ด้วยความพึงพอใจของทั้งสองฝ่ายอย่างแน่นอน เมื่อสถานการณ์บานปลายไปสู่จุดที่ถูกมองว่าไม่ทำตามข้อตกลง
สำหรับมหากาพย์ป้อมมหากาฬอันเป็นศึกระหว่างภาครัฐและชุมชน
เริ่มต้นจากโครงการอนุรักษ์และพัฒนาเกาะรัตนโกสินทร์ตามแผนแม่บทเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน ส่งผลให้ชุมชนต่างๆ ถูกกวาดล้างเพื่อสร้างความสวยงาม ตามแนวคิดยุคเก่า
ทว่าชุมชนเก่าแก่หลังกำแพงพระนครอย่าง ป้อมมหากาฬ ยืนหยัดบนถนนมหาไชย เขตพระนคร เลือกจะต่อสู้เต็มกำลังจนสามารถยับยั้งการไล่รื้อได้นานถึง 24 ปี กระทั่งเมื่อวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา กองทัพเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐก็ทะลวงป้อมค่ายได้สำเร็จ ภายใต้ข้อตกลงว่าจะรื้อบ้านเพียง 12 หลัง และเจ้าของสมัครใจเท่านั้น โดยจะไม่รื้อบ้านโบราณกลางชุมชน
ส่วนที่เหลืออีกกว่า 40 หลัง หากไม่ยอมจะไม่ดำเนินการอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ ยังรับปากเรื่องการตั้งภาคีเพื่อหาทางออกร่วมกัน
แต่ในวันรุ่งขึ้น 4 ก.ย. กลับรื้อถอนบ้านเรือนเกินกว่าคำมั่นสัญญา โดยชี้แจงว่าเป็นไปตามกฎหมาย ราวกับคำกล่าวในการเจรจาไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สร้างความผิดหวังและเจ็บปวดให้กับชาวบ้าน พร้อมกับการตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของคำพูดจากปากเจ้าหน้ารัฐที่ให้ไว้กับประชาชน
ย้อนเวลากลับไปในช่วงเช้ามืดของวันที่ 3 ก.ย. ชาวป้อมมหากาฬเตรียมตัวพร้อมรับมือต่อการไล่รื้อ โดยมีเครือข่ายชุมชน ทั้งในกรุงเทพฯและจังหวัดต่างๆ เข้าร่วมเคียงข้าง ทั้งหมดออกมารวมตัวกันที่ลานชุมชน และทางเข้าออกชุมชนทั้ง 4 จุด นั่งถือป้ายคัดค้านการไล่รื้อ จุดเทียน และคล้องแขน ต่อมามีการปิดประตูห้ามคนเข้า-ออก
เมื่อเจ้าหน้าที่สำนักการโยธา เริ่มรื้อรั้วสังกะสีจากฝั่งสวนสาธารณะ จึงเริ่มมีเสียงโห่ร้องจากชาวบ้านแข่งกับเครื่องขยายเสียงของ กทม. แต่การรื้อถอนยังดำเนินต่อกระทั่งเกิดอุบัติเหตุกับเด็กถึงขั้นเลือดตกยางออก 2 ราย ชาวบ้านจึงลุกฮือ นำไปสู่การเจรจาที่ลานชุมชน
พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง รองผู้ว่าฯ กทม.ได้เปิดเวทีหารือร่วมกับ ธวัชชัย วรมหาคุณ ประธานชุมชน และนักวิชาการ อาทิ อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ภารนี สวัสดิรักษ์ นักวิชาการอิสระด้านผังเมือง เป็นต้น
หลังการเจรจาอย่างเคร่งเครียดและมีการปะทะคารมอย่างดุเดือดในบางช่วงบางตอน สุดท้ายแล้ว พล.ต.อ.อัศวินให้คำมั่นต่อหน้าชาวบ้านและสื่อมวลชนนับร้อยว่า จะรื้อเฉพาะบ้านที่เจ้าของสมัครใจคือ 13 หลัง ยกเว้นบ้านเลขที่ 99 เป็นเรือนไม้โบราณ จึงเหลือเพียง 12 หลัง ส่วนบ้านยังไม่ยินยอมจะไม่รื้อเด็ดขาด ทั้งยังตกลงตามข้อเสนอของนักวิชาการเรื่องการตั้งคณะกรรมการพหุภาคี และยังกล่าวว่ายินดีให้เข้าพบเพื่อหารือหลัง 5 ก.ย.นี้ ชุมชนพอใจกับผลการเจรจา จึงยอมเปิดทางเจ้าหน้าที่ เข้ารื้อถอนได้
แต่ไม่ถึง 24 ชม.ต่อมา พล.ต.อ.อัศวินได้แถลงอีกครั้งว่าจะรื้อถอนบ้านอีก 6 หลัง เมื่อรวม 9 หลังที่รื้อไปแล้ว เท่ากับ 15 หลัง เกินจำนวนที่ตกลงกันไว้ในการเจรจาถึง 3 หลัง
เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำเอาชุมชนตั้งตัวไม่ทัน เพราะไม่คาดคิดว่า กทม.จะไม่ปฏิบัติตามคำมั่นของตน นำไปสู่การตัดสินใจครั้งใหม่อีกครั้งว่าต่อจากนี้ไปจะไม่มีการเจรจาใดๆ กับหน่วยงานดังกล่าวอีกต่อไป โดยให้เหตุผลว่า หาก กทม.เสียสัตย์แล้ว การเจรจาย่อมไร้ความหมาย เพราะไม่รักษาคำพูด นับแต่นี้เป็นต้นไปจะทำทุกวิถีทางเพื่อส่งเรื่องถึงรัฐบาลโดยตรงเท่านั้น
ประเด็นดังกล่าว ได้มีผู้แสดงความเห็นว่า หากย้อนไปดูข้อตกลงและความร่วมมือในยุคก่อนหน้ามาจนถึงปัจจุบัน จะพบความผันผวนบางประการมาก่อนแล้ว
กล่าวคือ เมื่อครั้งมีแผนแม่บทเพื่ออนุรักษ์และพัฒนาเกาะรัตนโกสินทร์นำไปสู่การไล่รื้อชุมชนตั้งแต่เกือบครึ่งศตวรรษที่แล้ว นักวิชาการได้คัดค้านเรื่อยมา กระทั่งในยุคที่นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. ได้รับฟังความเห็นหลากหลาย จึงระงับการไล่รื้อ
ไม่เพียงเท่านั้น กทม.ยังสนับสนุนโครงการวิจัยชุมชนป้อมมหากาฬ จนเสร็จสิ้นเมื่อ พ.ศ.2549 โดย รศ.ชาตรี ประกิจนนทการ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร เผยแพร่เมื่อ พ.ศ.2549 ในชื่อโครงการวิจัยเพื่อจัดทำแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนา ชุมชนบ้านไม้โบราณ ป้อมมหากาฬ
แต่ปัจจุบัน แนวคิดการไล่รื้อกลับถูกนำขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้ง ทั้งที่แนวคิดใหม่ในยุคนายอภิรักษ์ไม่ได้ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการ
ไม่เพียงเท่านั้น จากการเจรจาระหว่าง กทม.กับชุมชนเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง
ผู้บริหาร กทม.ได้ให้เหตุผลว่ามีความติดขัดด้านกฎหมาย หากไม่ดำเนินการ อาจมีโทษละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งการไล่รื้อก็เป็นไปตามกฎหมาย นักวิชาการจึงพยายามหาทางช่วยปลดล็อก โดยเสนอให้แก้ไขพระราชกฤษฎีกา คณะรัฐมนตรีสามารถดำเนินการได้ หลังจากนั้นควรปรับปรุงเรือนไม้เก่าให้เป็นพิพิธภัณฑ์โดยให้ชาวบ้านเป็นลูกจ้างของรัฐสามารถอยู่อาศัยได้ แต่ไม่มีกรรมสิทธิ์
ข้อเสนอนี้ ได้รับการยืนยันโดย อภิชาต พงษ์สวัสดิ์ สนง.คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ว่าสามารถแก้ไขได้จริง โดยมีแนวทางแก้หลายแนวทาง หนึ่งคือ แก้วัตถุประสงค์ให้ใช้พื้นที่เป็นสวนสาธารณะในรูปแบบพิพิธภัณฑ์บ้านไม้โบราณ และรักษาโบราณสถาน สองคือ แก้ทั้งฉบับ ข้อมูลนี้ ถูกแจ้งให้ทราบในที่ประชุม เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่สำนักงาน กสม. นายศักดิ์ชัย บุญมา ผอ.กองจัดการกรรมสิทธิ์ที่ดิน สำนักการโยธา รับว่าจะนำไปรายงานผู้บังคับบัญชา
อย่างไรก็ตาม ต่อมา พล.ต.อ.อัศวินออกมายืนยันว่าจะเดินหน้าไล่รื้อต่อไป โดยระบุว่าเป็นไปตามกฎหมาย ตลอดจนความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่กำหนดให้ กทม.ต้องปรับปรุงภูมิทัศน์ป้อมมหากาฬให้เป็นพื้นที่สาธารณะ จึงต้องทำตามหน้าที่ไปก่อน จนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ต้องวนกลับไปสู่ต้นกำเนิดของแผนแม่บทตามโครงการอนุรักษ์และพัฒนาเกาะรัตนโกสินทร์ ล่าสุด เพียง 1 วันก่อนการไล่รื้อ รศ.ดร.ยงธนิศร์ พิมลเสถียร อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง ม.ธรรม ศาสตร์ ในฐานะคณะอนุกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาเกาะกรุงรัตนโกสินทร์ กล่าวว่า จากการประชุมครั้งล่าสุด มีความเห็นตรงกันว่าแผนแม่บทเดิมเมื่อหลายสิบปีก่อนล้าสมัยแล้ว เนื่องจากนโยบายเดิม เกิดจากความต้องการปรับปรุงพื้นที่ให้สวยงามและป้องกันการสร้างตึกสูง ไม่ได้เน้นเรื่องคน จึงมีความคิดจะทบทวน และจัดทำแผนอนุรักษ์และพัฒนาขึ้นใหม่ อาจไม่จำเป็นต้องทำสวนสาธารณะโดยเคลียร์ทุกอย่าง แต่ชุมชนสามารถดูแลรวมถึงใช้ประโยชน์ได้ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปีงบประมาณใหม่ คือหลัง ต.ค.นี้
นี่คืออีกหนึ่งปรากฏการณ์ครั้งสำคัญแห่งยุคสมัย ต่างฝ่ายก็มีป้อมค่ายเป็นของตนเอง
มหากาพย์เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร
การทลายป้อมค่ายโดยสันติวิธี หาทางออกอย่างสร้างสรรค์ จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง

