พบโควิดสายพันธุ์อินเดียพุ่ง 62 ราย สธ.ยันแอฟริกาใต้ยังอยู่ตากใบ ขอปชช.ไม่ออกนอกพื้นที่

25.05.21 | 15:33 น.

พบโควิดสายพันธุ์อินเดียพุ่ง 62 ราย สธ.ยันแอฟริกาใต้ยังอยู่ตากใบ ขอปชช.ไม่ออกนอกพื้นที่

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยถึงการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 สายกลายพันธุ์ ในช่วงหนึ่งในรายการ NBT รวมใจ ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า ตั้งแต่ประเทศไทยพบการติดเชื้อเมื่อต้นปี 2563 วันนี้เชื้อไวรัสที่กระจายทั่วโลก หน้าตาเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ตามธรรมชาติ จากวงรอบการระบาดและการเพิ่มจำนวน มีลูกมีหลานก็จะเกิดการกลายพันธุ์ได้ โดยหลักการสายพันธุ์ที่มีอิทธิฤทธิ์ อิทธิเดช จะเป็นพันธุ์ที่อยู่ยั่งยืนยง และหากสายพันธุ์ที่มีการแพร่ง่าย ก็จะไปแทนพันธุ์เดิมๆ เช่น ที่มีเคยมีในประเทศจีน ทั้งสายพันธุ์ S, L หรือ V แทบจะไม่เหลือแล้ว ขณะนี้จะเป็นสายพันธุ์ G และลูกหลานทั้งหลาย ทั่วโลกแบ่งการกลายพันธุ์ออกเป็น 2 ระดับ คือ สายพันธุ์ที่น่าสนใจ (Valiant interest) ที่ต้องติดตามดู และอีกกลุ่ม คือ สายพันธุ์ที่เริ่มเกิดปัญหา มีหลักฐานว่าแพร่เชื้อเร็ว ทำให้เสียชีวิตมากขึ้น รวมถึงทำให้วัคซีนไม่ได้ผล เราเรียกว่า สายพันธุ์ที่น่ากังวล (variant of concern)

นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า โดยขณะนี้มี 6 สายพันธุ์ที่ทั่วโลกกังวล คือ สายพันธุ์อังกฤษ แอฟริกาใต้ บราซิล อินเดีย และแคลิฟอร์เนีย ที่เรายังไม่มีข้อมูลในประเทศไทย แต่ทั้งหมดนี้เราต้องช่วยกันเฝ้าระวังว่า จะมีอะไรหลุดเข้ามาบ้านเรา ซึ่งอาจเข้ามาในสถานกักกันโรคก่อน ซึ่งเราก็พยายามตรวจหาในกลุ่มนี้ด้วย สำหรับการตรวจหาเชื้อที่เป็นมาตรฐานคือ RT-PCR เก็บสิ่งส่งตรวจในโพรงจมูก ซึ่งจะใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง ก็จะทราบผล แต่จะไม่สามารถระบุสายพันธุ์ได้ หากอยากทราบก็ต้องตรวจพิเศษด้วยวิธี 1.ใช้น้ำยาเฉพาะต่อสายพันธุ์นั้นๆ 2.การตรวจท่อนของไวรัส (Targeted Sequencing) ซึ่งใช้เวลา 1-2 วัน และ 3.การตรวจจีโนมไวรัสทั้งตัว จะใช้เวลา 3-5 วัน

“ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์ฯ ก็ดำเนินการร่วมกับเครือในประเทศไทย ทั้งโรงพยาบาล (รพ.) จุฬาลงกรณ์ รพ.รามาธิบดี เพื่อให้เราทราบที่มาของไวรัสเชิงสายสัมพันธ์ ว่าพ่อแม่ ปู่ย่า มาจากไหน จากการเทียบข้อมูลในระบบจีเส็ปทั่วโลก จะเห็นเส้นทางว่าไวรัสตัวนี้ผ่านเส้นทางไหน” นพ.ศุภกิจกล่าว และว่า สำหรับสายพันธุ์อินเดียที่พบสัปดาห์ที่แล้วใน 36 ราย ในแคมป์ก่อสร้างที่หลักสี่ ขณะนี้พบเพิ่มเป็น 62 ราย โดยสายพันธุ์นี้แพร่เร็วพอๆ กับสายพันธุ์อังกฤษ ความรุนแรงแม้ข้อมูลยังไม่มาก แต่คาดว่าไม่แตกต่างกัน ส่วนวัคซีนป้องกันก็ยังใช้ได้ ส่วนที่บอกว่าสายพันธุ์อินเดีย ตรวจหาเชื้อด้วยวิธีการแยงโพรงจมูกไม่ได้ ก็ต้องอธิบายว่า 62 ราย ที่ตรวจเจอก็ด้วยวิธีการแยงจมูกทั้งสิ้น ฉะนั้น ยืนยันว่าไม่ได้หลบหายไปไหน และความหนักหน่วงก็ไม่ได้มาก เพราะผู้ป่วย 62 ราย อัตราป่วยหนักก็ไม่ต่างกับสายพันธุ์อังกฤษทั่วไป

นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า สำหรับสายพันธุ์แอฟริกาใต้ ที่พบเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมผ่านมา เริ่มจาก 3 รายแรก จากนั้นได้ขอให้พื้นที่ส่งตัวอย่างมาเพิ่มอีก ก็พบว่ามีอีก 8 ราย แต่ยังอยู่ใน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ก็สรุปได้ว่า สายกลายพันธุ์แอฟริกาใต้ยังอยู่ใน อ.ตากใบ แต่ก็ขอตัวอย่างเชื้อเพิ่มอีกใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จ.พัทลุง เพื่อหาว่าเชื้อไปไหนบ้างแล้วหรือยัง ซึ่งขอให้ประชาชนช่วยกัน อย่าเดินทางไปไหน เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาของสายพันธุ์แอฟริกาใต้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในประเทศไทยยังไม่มากพอ ที่จะระบุว่าสายพันธุ์นี้มีความรุนแรงอย่างไร แต่มีงานวิจัยในที่อื่นพบว่า มีความรุนแรงมากขึ้นแต่ขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี เราจึงต้องเฝ้าระวังต่อไป

“สายพันธุ์แอฟริกาใต้มีอิทธิฤทธิ์มากกว่า 2 ตัวแรก คือ สายพันธุ์อังกฤษและอินเดีย เพราะมันมีความรุนแรงมากขึ้น ภูมิคุ้มกันเดิมที่เคยมีต่อเชื้อโควิด-19 ไม่สามารถป้องกันสายพันธุ์แอฟริกาใต้ได้มากนัก นำไปสู่การฉีดวัคซีน แล้วมีภูมิขึ้นฯ ก็จะจัดการสายพันธุ์แอฟริกาใต้ได้ลดลง เป็นเรื่องที่กังวลว่า วัคซีนจะไม่สามารถจัดการกับมันได้มากเท่าเดิม” นพ.ศุภกิจกล่าว

Advertisement