เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.แจ้งวัฒนะ น.ส.เฉลิมศรี ประเสริฐศรี และ น.ส. ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ในฐานะทนายความผู้ต้องหาชาวบ้านบางกลอย มายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด กรณีพนักงานสอบสวน สภ.แก่งกระจาน แจ้งข้อกล่าวหา นายหน่อแอะ มีมิ กับพวก ว่ากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2563 เมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยพนักงานสอบสวนรวบรวมสำนวนส่งฟ้องให้พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรีแล้ว แต่ต่อมาพนักงานอัยการส่งสำนวนกลับให้กับพนักงานสอบสวนเพื่อให้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2505 ซึ่งพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเมื่อวันที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมา และเตรียมนำส่งสำนวนต่อพนักงานอัยการภายในวันที่ 27 พ.ค. นี้ สำหรับกรณีบ้านบางกลอย
โดยในหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ระบุว่าแม้ผู้ต้องหาทั้งหมดจะได้ให้การเพิ่มเติมด้วยการให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และให้การเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อเท็จจริงเพื่อให้เห็นถึงพฤติการณ์และเหตุผลต่างๆ เกี่ยวกับคดี อีกทั้งขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนพยานบุคคลเพิ่มเติม เพื่อให้ได้ข้อมูลข้อเท็จจริงและเพื่อให้ความเป็นธรรมไปแล้ว แต่ปรากฏว่า พนักงานสอบสวนกลับไม่ดำเนินการสอบสวนพยานบุคคลใดๆ เพิ่มเติมแต่กลับเร่งส่งสำนวนการสอบสวนส่งฟ้องต่อพนักงานอัยการ
ในหนังสือร้องขอความเป็นธรรมยังระบุว่าวันที่ 5 มี.ค. ที่ผ่านมา ที่มีการจับกุมตัวชาวบ้านบางกลอยลงมานั้นมีการจับเยาวชนหนึ่งคนอายุเพียง 16 ปีเศษ มาพร้อมกับผู้ใหญ่ด้วย และมีการดำเนินการทำบันทึกการจับกุมและสอบสวน โดยไม่ได้มีการดำเนินกระบวนการตามกฎหมายเด็กและเยาวชนแต่อย่างใดทั้งสิ้น อีกทั้งถูกนำตัวไปขังไว้ในเรือนจำพร้อมกันทั้ง 22 คนที่ถูกจับ โดยส่งตัวไปตั้งแต่วันที่ 5 มี.ค. ที่ผ่านมา แล้วได้รับการปล่อยเมื่อวันที่ 7 มี.ค. ที่ผ่านมา การดำเนินการดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
จึงร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการ เนื่องจากเห็นว่า การดำเนินการของพนักงานอัยการควรก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่กลุ่มผู้ต้องหา โดยที่ พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 21 ได้บัญญัติว่า “พนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดีและการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายโดยจัดทำบันทึกกาจริตและเที่ยงธรรม” ทั้งนี้ โดยให้เสนอต่ออัยการสูงสุด และอัยการสูงสุดมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องได้ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย หลักการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง ประกอบกับสิทธิในกระบวนการยุติธรรมที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม มีโอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ และมีสิทธิที่จะให้คดีของตนได้รับการพิจารณาที่ถูกต้องรวดเร็ว และเป็นธรรม
ในหนังสือฉบับดังกล่าว ได้ขอให้สอบสวนพยานบุคคลฝ่ายผู้ต้องหาเพิ่มเติมการการสั่งคดีเพื่อยืนยันว่า พื้นที่ที่ข้าฯ ถูกกล่าวหาในครั้งนี้เป็นพื้นที่เดิมของบรรพบุรุษ ซึ่งได้ทำไร่หมุนเวียนในบริเวณดังกล่าวมาตั้งแต่ก่อนประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ ประกาศเขตป่า หรือประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ และพยานนักวิชาการผู้ซึ่งจะยืนยันได้ว่า การทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติจะไม่เป็นการทำให้ทรัพยากรป่าไม้เสียหาย
นอกจากนี้ ยังขอให้อัยการนำเอามติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2553 เรื่อง “แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง” ซึ่งข้อเสนอหนึ่งคือ “ยุติการจับกุมและให้ความคุ้มครองกับชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่ข้อพิพาทเรื่องที่ทำกินในพื้นที่ดั้งเดิม” มาพิจารณาประกอบการดำเนินคดีต่อชาวบ้านบางกลอยด้วย เพื่อขอให้สั่งไม่ฟ้องคดีด้วย และขอให้อัยการสูงสุดได้ประสานเพื่อเร่งการพิจารณาสั่งไม่ฟ้องหรือสอบสวนเพิ่มเติม เนื่องจากคดีนี้จะครบกำหนดฝากขังที่พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี จะส่งฟ้องคดีต่อศาลในวันที่ 27 พ.ค. นี้ซึ่งชาวบ้านบางกลอยที่ถูกดำเนินคดีทั้ง 28 คน จะต้องไปศาลจังหวัดเพชรบุรี ในวันที่ 28 พ.ค. 2564 เวลา 9.00 น.

