อนุทิน ชาญวีรกูล แจงประเด็นร้อน ห้าม รพ.เอกชน เก็บค่ารักษาโควิด-19

28.05.21 | 09:30 น.

ในช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ระลอกนี้ สิ่งหนึ่งที่เป็นประเด็นนอกเหนือจากเรื่องจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นกว่าการระบาดรอบก่อนๆ หรือการเร่งฉีดวัคซีนครอบคลุมและเร็วที่สุดแล้ว หากสังเกตในระยะ 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา จะพบว่ากรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ออกมาย้ำเตือนโรงพยาบาล (รพ.) โดยเฉพาะ รพ.เอกชน เรื่องห้ามเรียกเก็บค่าบริการที่เกี่ยวกับโรคโควิด-19 จากประชาชน

เป็นประเด็นที่น่าสนใจว่า เมื่อรัฐประกาศมาตลอดว่า ตรวจฟรี-รักษาฟรีŽ เหตุใดจึงยังมีการเรียกเก็บค่าบริการอีก

วันนี้ หัวเรือใหญ่ที่ดูแลระบบสุขภาพของประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอดร์ด สปสช.) ชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว

เหตุใดยังมีการเรียกเก็บเงินค่าบริการจากประชาชน?
มีหลายกรณีที่โรงพยาบาลเข้าใจผิดเกี่ยวกับกติกาการเบิกจ่ายเงิน ที่เจอมากที่สุดคือ เรียกเก็บเงินค่าตรวจจากกลุ่มที่ไม่แน่ใจว่ามีความเสี่ยงจริงหรือไม่ บางกรณีโรงพยาบาลก็บอกว่า ท่านไม่ได้เป็นกลุ่มเสี่ยง จึงต้องเสียค่าตรวจ แต่จริงๆ กติกาในขณะนี้คือ ถ้าโรงพยาบาลสั่งตรวจ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็แล้วแต่ จะเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง ให้ใช้ดุลยพินิจของแพทย์เป็นผู้สั่งตรวจ แล้วโรงพยาบาลสามารถเรียกเก็บเงินไปที่ สปสช.ได้เลย นี่คือความเข้าใจผิดที่ยังมีอยู่มาก มีการร้องเรียนเคสแบบนี้เข้ามาเกือบ 2,000 ราย ซึ่งเราพยายามสื่อสารกับโรงพยาบาลว่า ท่านไม่ต้องเก็บเงินจากประชาชน เมื่อใดก็ตามที่โรงพยาบาลสั่งตรวจ ท่านเรียกเก็บจาก สปสช.ได้เลย โดยหลักการโรงพยาบาลก็ไม่ได้เสียอะไร ให้คืนเงินประชาชนแล้วไปเก็บจาก สปสช.แทน

Advertisement

นอกจากนี้แล้ว ก็ยังมีกรณีอื่นๆ เช่น บางคนเสียเงินไปตรวจเพื่อที่จะเดินทางข้ามประเทศหรือข้ามจังหวัด เราถึงบอกให้ใช้ดุลพินิจของแพทย์ แพทย์จะเป็นผู้บอกว่าควรตรวจหรือไม่ควรตรวจ จริงๆ ถ้าไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ มันก็ไม่ต้องตรวจอยู่แล้ว ดังนั้น แพทย์จะเป็นคนช่วยประชาชน ไม่อย่างนั้นจะเกิดความแตกตื่นว่า กรณีไหนบ้างที่ตรวจ กรณีไหนไม่ต้องตรวจ หรืออย่างบางคนที่ไปรักษาโรคอื่นที่ไม่ใช่โควิด-19 แต่โรงพยาบาลให้ตรวจหาโควิด-19 ก่อน เลยต้องเสียเงินค่าตรวจ แบบนี้ก็ต้องคืนเงิน เพราะโรงพยาบาลสามารถสั่งตรวจแล้วมาเบิกกับ สปสช.ได้อยู่แล้ว และที่เจออีกอย่างคือ โรงงานขอให้ตรวจก่อนเข้าทำงาน เรื่องนี้แพทย์ก็ควรแนะนำว่า ไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ใดๆ เลย ควรประสานกับโรงงานว่ากติกาแบบนี้ใช้ไม่ได้และไม่ควรใช้ เพราะจะทำให้คนในโรงงานแตกตื่นแล้วไปตรวจกัน นอกจากเป็นภาระของแพทย์ที่อยู่หน้างานแล้ว ยังไม่ได้ประโยชน์ในทางป้องกันการระบาดใดๆ เลย ดังนั้น เราต้องขอว่าให้ใช้กติกาทางการแพทย์เป็นหลัก

ถ้าเก็บค่าบริการจาก สปสช. แต่ขอเก็บมัดจำจากคนไข้ก่อนแล้วค่อยคืนทีหลัง ทำได้หรือไม่?
ไม่ได้! ในอดีตอาจมีบ้างที่ สปสช.ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าจ่ายเงินช้า หรือมีขั้นตอนยุ่งยาก เลยต้องไปเก็บมัดจำจากผู้ป่วยไว้ก่อน แต่ตอนนี้เราปรับรอบการจ่ายให้เร็วขึ้นแล้ว หรือเรื่องเอกสารที่เอามาเบิกเงิน เราก็พยายามปรับให้ใช้เอกสารเท่าที่จำเป็น เพียงพอจะพิสูจน์ได้ว่าท่านไม่เอาคนอื่นมาเบิกเงินแทน คือ ยังคงมีหลักการการตรวจสอบอยู่แต่ทำให้ง่ายขึ้นเยอะ รวมทั้งเปิดระบบติดต่อให้โรงพยาบาลโทร.สอบถามได้โดยตรง ดังนั้น ตอนนี้จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องไปเรียกเก็บล่วงหน้า

เป็นเพราะ สปสช.จ่ายค่าบริการให้ต่ำ โรงพยาบาลเลยต้องเรียกเก็บจากประชาชนหรือไม่?
ต้องบอกว่าข้อกำหนดค่าบริการต่างๆ รพ.เอกชน เสนอมาในนามของสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ไม่ใช่ สปสช.กำหนดราคาเอง ขณะนี้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายมากกว่า 4,800 รายการ รายการอะไร ราคาเท่าไร มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาหมด ดังนั้น โรงพยาบาลก็จะต้องเบิกกับ สปสช. ในรายการนั้นๆ ตามราคาที่กำหนด กรณีที่มีการเรียกเก็บเงินเพิ่มเอาจากประชาชน สมมติ เบิกที่ สปสช. 5,000 บาท แต่บอกว่าราคาเต็มคือ 7,000 บาท อีก 2,000 บาท ขอไปเก็บจากผู้ป่วย ก็ไม่ได้ เพราะเราตกลงกันที่ราคา 5,000 บาท ถ้าเป็นแบบนั้น เราก็ต้องขอให้คืนเงินแก่ผู้ป่วย หรือจะไปเรียกเก็บค่าบริการเพิ่ม เช่น เก็บค่าพยาบาลพิเศษในห้องไอซียู (ICU) อันนี้ฟังแล้วก็ไม่น่าจะได้ ต้องบอกว่าผู้ป่วยที่นอนห้องไอซียู ต้องมีพยาบาลดูแลตลอดเวลา เป็นมาตรฐานที่โรงพยาบาลต้องจัดให้อยู่แล้ว ไม่ใช่เหตุผลที่ต้องไปขอเก็บจากผู้ป่วย ดังนั้น ถ้าบอกว่าต้องมีพยาบาลพิเศษมาดูแลเพิ่ม มันก็ฟังดูเหมือนห้องไอซียูนั้นมีพยาบาลไม่พอที่จะดูแลผู้ป่วย และหมิ่นเหม่ต่อมาตรฐานการให้บริการ ซึ่งกรณีที่ยกตัวอย่างนี้ มีญาติผู้ป่วยบอกมา เราก็เข้าไปตรวจสอบแล้ว ก็ขอให้โรงพยาบาลคืนเงินทั้งหมด แล้วให้เก็บจาก สปสช. ในราคาที่ตกลงกัน ต้องบอกว่า ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่กำหนดรายการและราคาค่าบริการนั้น ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจ การรักษา ค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์ป้องกันต่างๆ รวมไปถึงค่าห้องใน ฮอสปิเทล (Hospitel) อย่างกรณีฮอสปิเทล จะบอกว่าราคาโรงแรมที่เอามาทำเป็นฮอสปิเทล มีหลายเกรดแล้วจะขอเก็บเงินเพิ่มก็ไม่ได้ ต้องเข้าใจว่าคำว่าฮอสปิเทล ไม่ใช่ โฮเทล (Hotel) ถ้าโฮเทล อาจมีตั้งแต่ 3 ถึง 5 ดาว แต่ฮอสปิเทลทำแบบนั้นไม่ได้ เราเพียงแค่ใช้โรงแรมเหมือนเป็นโรงพยาบาล ไม่ได้ใช้โรงแรมตามศักยภาพของดาวได้ จะออกไปใช้สระว่ายน้ำใหญ่ๆ ก็ไม่ได้ ไปฟิตเนสก็ไม่ได้ อาหารก็เป็นอาหารพื้นฐานที่โรงพยาบาลจะจัดให้คนไข้ จะให้พนักงานเข็นเข้ามาส่งในห้อง ก็ไม่ได้ มันไม่เหมือนการปฏิบัติที่เป็นโรงแรม แต่เราแปลงโรงแรมให้เป็นเหมือนโรงพยาบาล มันเป็นการใช้พื้นที่ของห้องเท่านั้น เราไม่ได้ดูที่ดาว แต่ดูความปลอดภัยของผู้ป่วย ดังนั้น ราคาจึงเป็นราคาเดียวตามที่มีการตกลงกันไว้ ไม่ใช่บอกว่า เป็นโรงแรมหลายดาวแล้วจะขอเก็บเงินเพิ่ม

แล้วรายการค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้ตกลงกันไว้จะทำอย่างไร?
บางครั้งโรงพยาบาลอาจจะบอกว่า มีบางรายการที่ไม่มีในประกาศ แล้วจะไปขอเรียกเก็บจากประชาชน ซึ่งตรงนี้ ทางออกคือ ให้ทำเรื่องไปที่อธิบดีกรมสนับสนุนบริการฯ ว่าอะไรบ้างที่ไม่มีในรายการที่ตกลงกันไว้ แล้วขอให้ขยายรายการเพิ่ม ซึ่งปีที่ผ่านมา เราขยายรายการต่างๆ ไป 3 รอบ แล้ว จากเดิม 3,000 กว่ารายการ ก็เพิ่มเป็น 4,800 รายการ ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องไปเก็บเงินจากประชาชน พอคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติขยายรายการให้แล้ว สปสช.ก็มีหน้าที่เอาเงินไปจ่ายคืนย้อนหลังให้ ประเด็นนี้ รวมถึงโรคร่วมที่สืบเนื่องจากโควิด-19 ด้วย ตอนนี้โควิด-19 ไม่ได้เป็นแค่โควิด-19 แต่มันมาที่ปอดด้วย ไตด้วย เดิมเราไม่มีรายการจ่ายเกี่ยวกับโรคพวกนี้ แต่ตอนหลังก็เพิ่มรายการขึ้นมาแล้ว ดังนั้น จะบอกว่าเฉพาะโควิด-19 ที่รักษาฟรี นอกนั้นผู้ป่วยต้องจ่ายเอง ก็ไม่ได้ เพราะค่าใช้จ่ายรวมอยู่ในนั้นหมด

สรุปแล้วประชาชนไม่ต้องจ่ายทุกกรณี?
มี 2 กรณี ที่ต้องจ่ายเอง คือ 1.ไปตรวจคัดกรองโดยไม่ได้ผ่านแพทย์ เช่น ไดร์ฟ ทรู (Drive Thru) แบบนี้ต้องจ่ายเอง และอีกอย่างคือ ไม่รับการรักษาตามขั้นตอนที่โรงพยาบาลจัดให้ เช่น จะส่งไป รพ.สนาม แต่ตัวผู้ป่วยไม่อยากไป อยากจะนอนห้องพิเศษสบายๆ แบบนี้ก็ต้องจ่ายเอง เพราะถือว่าเลือกรับบริการ แต่ก็กรณีอื่นรัฐจ่ายให้หมด ต้องบอกว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ โควิด-19 ไม่เหมือนโรคอื่นๆ ตรงที่เป็นโรคติดต่อร้ายแรง ถ้ามีประเด็นเรื่องค่าใช้จ่ายแล้ว ทำให้ผู้ป่วยหรือผู้ต้องสงสัยอยู่ในกลุ่มเสี่ยงไม่กล้าไปตรวจรักษา จะทำให้การควบคุมป้องกันโรคมีปัญหามาก ดังนั้น จึงต้องขอความร่วมมืองดการเรียกเก็บเงินไปเลย ส่งรายการค่าใช้จ่ายไปที่ สปสช. เราจะดูให้ รวมทั้งการเก็บเงินมัดจำก็ขอให้งด ขณะนี้ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการฯ ก็ทำหนังสือเวียนแจ้ง รพ.เอกชน ไปแล้ว รวมทั้งบางโรงพยาบาลอาจมีวิธีปฏิบัติในการแจ้งผู้ป่วยเป็นระยะๆ ว่าขณะนี้ค่ารักษาเป็นเท่าไรแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้เก็บเงินจากผู้ป่วยก็ตาม ลักษณะแบบนี้ก็ขอให้งดในส่วนของผู้ป่วยโควิด-19 เพราะจะทำให้เกิดความกังวลเปล่าๆ

จะเห็นได้ว่า รัฐดูแลค่าใช้จ่ายให้ผู้ป่วยโควิด-19 ตั้งแต่การตรวจ การรักษา รวมไปถึงการฉีดวัคซีนก็ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ แม้วัคซีนจะมีผลข้างเคียงไม่เยอะ แต่เรายังมีการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามระดับความรุนแรงในกรณีที่ฉีดแล้วได้รับผลกระทบต่อสุขภาพด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ประชาชนจะได้รับความดูแล อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ รพ.เอกชน ถ้าเป็นวัคซีนทางเลือกที่ในอนาคตโรงพยาบาลนำเข้ามาฉีดเอง ไม่ใช่วัคซีนที่รัฐจัดหามาให้บริการ ก็จะไม่ครอบคลุมในเรื่องการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น แต่ถ้าเป็นกรณี รพ.เอกชน ช่วยบริการฉีดวัคซีนให้รัฐ แบบนี้ก็จะได้รับการช่วยเหลือเบื้องต้นด้วย

ฝากทิ้งท้ายในประเด็นเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ เกี่ยวกับโควิด-19
อยากเน้นย้ำว่าโควิด-19 เป็นโรคติดต่อร้ายแรง และรัฐจัดงบประมาณดูแลตั้งแต่ตรวจคัดกรองไปจนถึงการรักษา การฉีดวัคซีนและดูแลความเสียหายต่อสุขภาพที่เกิดจากวัคซีน ดังนั้น ต้องย้ำว่า อย่าไปเรียกเก็บเงินจากประชาชน เพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา การร้องเรียนต่างๆ มันออกไปสู่สื่อสาธารณะแล้ว เกิดความเสียหาย ต้องบอกว่า รพ.เอกชน ช่วยรัฐดูแลคนไข้โควิด-19 เยอะมาก ดังนั้น ถ้ามีกรณีปัญหาไม่กี่กรณี มันจะทำให้ความดีที่ทำมาถูกวิพากษ์โดยสังคม ผมก็ไม่อยากให้วิชาชีพต้องมาถูกวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่ว่าไม่มีใครจ่าย สปสช.เป็นคนจ่าย ส่วนประชาชน หากได้รับความเดือดร้อนจากการเรียกเก็บเงิน ขอให้ร้องเรียนที่สายด่วน 1330 กด 12 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงสายด่วนกรมสนับสนุนบริการการสุขภาพ 1426 ด้วยเช่นกัน