กทม.รับมือฝนถล่ม เร่งแก้ปัญหาจุดเสี่ยงน้ำท่วมถนนสายหลักทั่วกรุง
วันนี้ (30 พ.ค. 64) นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมด้วย นายขจิต ชัชวานิชย์ รองปลัด กทม. นำคณะลงพื้นที่ตรวจพื้นที่จุดเสี่ยงน้ำท่วมขังบนถนนสายหลัก ประกอบด้วย

จุดที่ 1 จุดเสี่ยงน้ำท่วมขังถนนรัชดาภิเษก เขตจตุจักร ณ งานก่อสร้างบ่อหน่วงน้ำใต้ดิน (Water Bank) รัชวิภา บริเวณสวนสาธารณะใต้สะพานข้ามแยกถนนรัชดาภิเษกตัดถนนวิภาวดี บ่อสูบน้ำถนนอาภิรมย์ ตอนลงคลองลาดพร้าว และถนนรัชดาภิเษก บริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพ
จุดที่ 2 จุดเสี่ยงน้ำท่วมขังถนนประชาราษฎร์สาย 2 เขตบางซื่อ ณ ถนนริมคลองประปาฝั่งซ้าย จุดเชื่อมท่อระบายน้ำลงคลองขรัวตาแก่น บริเวณสถานีรถไฟฟ้าเตาปูน และถนนกรุงเทพ-นนทบุรี ช่วงบริเวณคลองบางโพ
และจุดที่ 3 จุดเสี่ยงน้ำท่วมขังถนนพญาไท ถนนเพชรบุรี ถนนศรีอยุธยา เขตราชเทวี ณ ถนนพญาไทบริเวณหน้ากรมปศุสัตว์ บ่อสูบน้ำข้างสถานทูตอินโดนีเซีย ถนนศรีอยุธยาบริเวณหน้า สน.พญาไท

นางศิลปสวย กล่าวว่า วันนี้เป็นการตรวจติดตามการดำเนินงานป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้แก่ การสร้างบ่อหน่วงน้ำใต้ดิน บ่อสูบน้ำ การขยายท่อระบายน้ำ และการขยายเส้นทางดึงน้ำเพิ่มเติม เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมบริเวณจุดต่างๆ ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้อย่างสมบูรณ์หลังจากการก่อสร้างแล้วเสร็จครบถ้วน ทั้งนี้ การจัดหาพื้นที่หน่วงน้ำหรือแก้มลิงเป็นส่วนหนึ่งในมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของ กทม. เพื่อรองรับปริมาณน้ำส่วนที่เกินศักยภาพของระบบระบายน้ำของ กทม. โดยได้น้อมนำหลักการแก้มลิงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ดำเนินการสืบสานและขยายผลต่อยอด โดยจัดหาและพัฒนาพื้นที่เพื่อจัดทำแก้มลิงมาอย่างต่อเนื่อง
“ปัจจุบัน กทม.ดำเนินการก่อสร้างแก้มลิงเพิ่มเติม จำนวน 10 แห่ง แล้วเสร็จพร้อมใช้งานแล้ว 6 แห่ง ได้แก่ บึงแก้มลิง 4 แห่ง และบ่อหน่วงน้ำใต้ดิน 2 แห่ง ประกอบด้วย แก้มลิงบึงประชานิเวศน์ แก้มลิงบึงเสือดำ แก้มลิงบึงรางเข้ แก้มลิงบึงหมู่บ้านเฟรนด์ชิพ บ่อหน่วงน้ำใต้ สน.บางเขน และบ่อหน่วงน้ำสุทธิพร 2 นอกจากนั้นยังมีแก้มลิงที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 4 แห่ง ได้แก่ แก้มลิงบึงสาธารณะลาดพร้าว 71 แก้มลิงบึงเบญจกิตติ บ่อหน่วงน้ำศรีนครินทร์-กรุงเทพกรีฑา และ บ่อหน่วงน้ำรัชวิภา” ปลัด กทม.กล่าว
นอกจากนี้ นางศิลปสวยกล่าวว่า สำหรับการก่อสร้างบ่อหน่วงน้ำใต้ดินรัชวิภา บริเวณสวนสาธารณะใต้สะพานข้ามแยกถนนรัชดาภิเษกตัดถนนวิภาวดี เป็นบ่อหน่วงน้ำใต้ดินขนาด 10,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ใต้บริเวณที่เดิมเป็นสนามกีฬา โดยมีการก่อสร้างท่อระบายน้ำขนาด 1.80 เมตร เชื่อมกับระบบท่อระบายน้ำหลักในแนวถนนรัชดา สำหรับรับน้ำส่วนเกินของระบบท่อระบายน้ำหลักดังกล่าว เพื่อลำเลียงน้ำไปเก็บไว้ในบ่อหน่วงน้ำใต้ดิน และเมื่อสถานการณ์ฝนเข้าสู่ภาวะปกติ จะระบายน้ำจากบ่อหน่วงน้ำใต้ดินเข้าสู่ระบบท่อระบายน้ำหลักเพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาต่อไป ทั้งนี้ เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ พื้นที่ด้านบนของบ่อหน่วงน้ำรัชวิภาจะปรับปรุงคืนสภาพเป็นสวนสาธารณะและสนามกีฬาให้ประชาชนสามารถใช้งานได้ดังเดิม
“นอกจากนี้ ภายในโครงการยังมีบ่อหน่วงน้ำพลาสติกขนาด 80 ลบ.ม. ไว้รองรับน้ำฝนที่ตกในพื้นที่สวนสาธารณะเพื่อกักเก็บไว้ใช้สำหรับรดน้ำต้นไม้ในสวน รวมทั้งยังได้ปรับปรุงสถานีสูบน้ำวิภาวดีพร้อมก่อสร้าง Flood Wall ตามแนวคูระบายน้ำ เพื่อป้องกันน้ำล้นจากการสูบน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำลงสู่คลองเปรมประชากร ปัจจุบันดำเนินการได้ผลงานร้อยละ 70 คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2564” ปลัดกทม.กล่าวและว่า สำหรับจุดเสี่ยงน้ำท่วมขังบริเวณถนนประชาราษฎร์สาย 2 บริเวณแยกเตาปูน สำนักงานเขตบางซื่อได้ก่อสร้างท่อระบายน้ำให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และในระยะต่อไปจะขยายพื้นที่เพื่อสร้างท่อรับน้ำให้มากขึ้น ทั้งท่อขนาด 1.20 เมตร และ 1.50 เมตร เพื่อที่จะดึงน้ำได้สองทาง และทำให้สามารถระบายได้มากขึ้น โดยจะสามารถระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม บริเวณผิวจราจรใต้สถานีรถไฟฟ้าเตาปูน ที่ค่อนข้างมีระดับต่ำเป็นแอ่ง ได้มอบหมายให้สำนักงานเขตบางซื่อประสานการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป

ปลัด กทม.กล่าวว่า ในส่วนของจุดอ่อนน้ำท่วมถนนพญาไท บริเวณหน้ากรมปศุสัตว์ ได้ให้สำนักการระบายน้ำสำรวจและเร่งขุดลอกท่อระบายน้ำทั้งสองฝั่งถนนพญาไท รวมทั้งให้ตรวจสอบและทำความสะอาดท่อระบายน้ำที่ผันน้ำเข้าสู่สถานีสูบน้ำบริเวณข้างสถานทูตอินโดนีเซียด้วย รวมทั้งให้หมั่นตรวจสอบระบบไฟฟ้าของสถานีสูบน้ำให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดีไม่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าโดยเฉพาะขณะฝนตก
“สำนักการระบายน้ำ และสำนักงานเขตต่างๆ ได้เตรียมความพร้อมเพี่อรองรับสถานการณ์และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน อาทิ เพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องสูบน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมบริเวณจุดอ่อนน้ำท่วมขังในช่วงเวลาที่เกิดฝนตกหนัก ซึ่งหากปริมาณน้ำฝนไม่เกิน 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ระบบระบายน้ำของกทม.สามารถบริหารจัดการระบายน้ำได้อย่างรวดเร็ว แต่หากมีฝนตกหนักเป็นระยะเวลานาน หรือมีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 100 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง อาจจะต้องใช้เวลาระบายน้ำระยะหนึ่ง แต่ก็เร็วกว่าที่ผ่านมามาก” นางศิลปสวย กล่าว
ทั้งนี้ กทม.ได้พัฒนาระบบการระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง เช่น การก่อสร้างแก้มลิง บ่อหน่วงน้ำใต้ดิน บ่อสูบน้ำ การขยายท่อระบายน้ำ เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบัน กทม.มีแก้มลิงทั้งหมด 33 แห่ง ประกอบด้วย บึงรับน้ำ จำนวน 31 แห่ง และบ่อเก็บน้ำใต้ดิน 2 แห่ง สามารถรองรับปริมาณน้ำได้ 13.54 ล้านลบ.ม. อยู่ระหว่างดำเนินการ 5 แห่ง และมีแผนจะดำเนินการเพิ่มอีก 16 แห่ง

