เครือข่าย ปชช.จี้ ‘ประยุทธ์-จุติ’ ลาออก หลังตีตกร่างกม.บำนาญ ซ้ำร่างงบปี 65 ลดงบสวัสดิการ ปชช.
ตามที่มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีวาระพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ในวาระ 1 ซึ่งมีการอภิปรายถึง ร่าง พ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติ พ.ศ. …. จำนวน 5 ฉบับ ที่พรรคการเมืองและภาคประชาชนเสนอจัดเงินบำนาญ 3,000 บาทต่อเดือน มาดูแลประชาชน 60 ปีขึ้นไป แต่ถูก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ตีตกทั้งหมด ก่อนที่ นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ชี้แจงตอนหนึ่งว่า “ทุกฉบับเหมือนลอกกันมาว่าให้ประชาชนนั้นมีเงินเดือนละ 3,000 บาททุกคนที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป” จนทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และความไม่พอใจกับภาคประชาชนที่เสนอร่างกฎหมายเข้ามานั้น
เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ที่มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย กรุงเทพฯ เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ จัดอภิปรายนอกสภา “เรียกร้องให้นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ลาออก หลังบอกเหตุปัดตกร่างกฎหมายบำนาญ 5 ฉบับรวด เพราะ #ลอกกันมา” โดย นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ตัวแทนเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ กล่าวว่า ตัวร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ซึ่งกรอบงบประมาณลดลง 2 แสนล้านบาท ใช้กรอบ 3.1 ล้านล้านบาท หลังจากศึกษาพบว่า การจัดสรรงบประมาณไม่สอดคล้องกับความต้องการประชาชนภายใต้สถานการณ์โควิด-19 และไม่เห็นการสร้างสังคมรัฐสวัสดิการในร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯฉบับนี้ ที่รัฐบาลได้หาเสียงไว้เมื่อ 2 ที่ผ่านมา
“เราพบข้อมูลสำคัญในร่างพ.ร.บ.งบฉบับนี้ คือ มีการเพิ่มงบสวัสดิการข้าราชการสูงขึ้น 2 เปอร์เซ็นต์ อย่างงบบำนาญในงบกลาง ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.1 แสนล้านบาท ขณะเดียวกันงบสวัสดิการสังคมประชาชนถูกตัดลดลงเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท ทั้งที่วิกฤตโควิด-19 คนเดือดร้อนที่สุดคือประชาชน”
นายนิติรัตน์ กล่าวอีกว่า อย่างสำนักงานงบประกันสังคมลดลง 2 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องมาดูว่าจะส่งผลกระทบต่อแรงงานทุกมาตราอย่างไรจากนี้ แม้กระทั่งงบประมาณในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่รัฐบาลหาเสียงตรงนี้มานาน ก็ถูกปรับลด 2 หมื่นล้านบาท หรือลดลง 40 เปอร์เซ็นต์ส่วนกองทุนการออมแห่งชาติ ที่รัฐมนตรี พม.บอกว่าจะช่วยให้มีเงินออมมากขึ้น ก็ปรับลดลง 300 ล้านบาทหรือคิดเป็น 50.5 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 600 ล้านบาท คิดเป็น 50.5 เปอร์เซ็นต์
ส่วนการเคหะแห่งชาติ ที่นายจุติบอกว่าจะสร้างบ้านให้ผู้สูงอายุ ก็ปรับลดลง 3 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 53.2 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ยังมีกองทุน สปสช. ปรับลด 2,000 ล้านบาท ตลอดจนกระทรวงที่เกี่ยวกับสวัสดิการประชาชน ก็ถูกปรับลดทุกกระทรวง เช่น กระทรวงแรงงาน ปรับลดมากที่สุดเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ กระทรวงศึกษาธิการลดลง 6.7 เปอร์เซ็นต์ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นลดลง 6.6 เปอร์เซ็นต์ กระทรวงสาธารณสุข ลดลงเกือบ 3 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น
การจัดงบประมาณปี 65 ยังไม่มีเรื่องสิทธิสวัสดิการถ้วนหน้า ที่สะท้อนถึงการคำนึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อย่างเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด 600 บาทต่อเดือน ไม่ปรับเพิ่ม ทั้งที่มีมติคณะกรรมการ กดยช.ซึ่งเป็นคณะกรรมการระดับชาติ นายจุติก็ไม่นำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่อย่างนั้นเด็ก 4 ล้านคนจะได้ถ้วนหน้า จากปัจจุบันได้อยู่เกือบ 2 ล้านคน ทำให้ต้องพิสูจน์ความยากจนก่อนถึงจะได้รับสิทธิ สะท้อนถึงการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เห็นหัวประชาชน
“ร่างงบปี 65 หากอธิบายเป็นเงิน 100 บาท ในจำนวนนี้จะเป็นเงินสวัสดิการของรัฐ 15 บาท เงินเดือนราชการอีก 25 บาท รวมแล้วใช้เงินภาษีประชาชนถึง 40 บาท ฉะนั้นประเทศจะขับเคลื่อนได้อย่างไร หากไม่มีการปฏิรูประบบราชการ”
นายนิติรัตน์ กล่าวถึงร่างงบฯปี 65 ในส่วนกระทรวงกลาโหม (กห.) ว่า แม้จะบอกว่าถูกปรับลดงบลง แต่ กห.ยังมีสัดส่วนงบประมาณสูงเป็นอับดับที่ 4 ของประเทศ และจริงๆ หากเทียบปีงบ 2564 กห.ได้งบคิดเป็น 6.8 เปอร์เซ็นต์ของบประเทศ แต่ปีนี้แม้งบภาพรวมลดลง แต่กห.ก็ยังได้งบคิดเป็น 6.6 เปอร์เซ็นต์ของงบประเทศ ซึ่งใกล้เคียงกับของเดิม และน่าสนใจว่าหลังการรัฐประหารล่าสุด กห.ได้งบประมาณเกินปีละ 2 แสนล้านบาทมาโดยตลอด อย่างปีนี้ก็ 2.3 แสนล้านบาท
“หากเปรียบเทียบโดยสรุป งบกลาโหมที่บอกว่าลด เป็นเพียงการอำพราง ขณะเดียวกันยังได้งบประมาณมากกว่ากระทรวงด้านสวัสดิการประชาชน อย่างกระทรวงแรงงานถึง 4 เท่า กระทั่ง สปสช.ที่ดูแลคนถึง 48 ล้านคน ก็ได้มากกว่า 1.44 เท่า และมากกว่ากระทรวง พม. 8 เท่า ฉะนั้นโดยรวมเราไม่อาจไว้วางใจตัวร่างพ.ร.บ.นี้ และขอเรียกร้องให้ ส.ส.คว่ำ ร่างนี้ เพราะมันชัดเจนว่าเป็นการงบประมาณ ที่ไม่ได้มองเรื่องรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าและเท่าเทียม เพื่อนำไปสู่การยุบสภา หรือไม่นายกฯก็ลาออกเถอะครับ” นายนิติรัตน์กล่าว
ส่วน นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่า รัฐบาลที่มาจากการสืบทอดอำนาจ แปลงร่างมาเป็นรัฐราชการ จึงไม่ต้องแปลกใจที่เขาจะเอาเงินภาษีมาดูแลความมั่นคงของรัฐราชการ แต่ความมั่นคงของประชาชนที่มีสวัสดิการขั้นพื้นฐาน พบความพยายามว่าหากตัดได้ก็ตัดลดได้ก็ลด อย่างที่น่าสนใจคือ การตัดลดงบงบระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยไม่มีแผนหรือวิธีคิดที่จะดูแลว่าจะเพิ่มเงินแบบไหนอย่างไร ท่ามกลางโรคระบาดที่เกิดขึ้น สะท้อนถึงความไม่จริงใจ ส่วนงบอุดหนุนเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า ที่ผ่านมาพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ และอีกหลายพรรคก็หาเสียงไว้พอสมควร แต่งบส่วนนี้ก็ถูกตัดไป ส่วนงบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ก็ไม่ได้มีการเพิ่มขึ้นเลย
“เครือข่ายของเราพยายามเพิ่มคุณภาพชีวิตประชาชน เปลี่ยนเบี้ยยังชีพให้เป็นบำนาญถ้วนหน้า เรารวบรวม 1 หมื่นกว่ารายชื่อที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ประชาชนสามารถเสนอกฎหมาย แต่ดูเหมือนว่านายกฯ ปัดตกไป โดยที่ไม่ได้สนใจเนื้อหาและสาระ อ้างว่าเป็นกฎหมายการเงิน กลัวว่าเงินไม่พอ ไม่เปิดโอกาสให้สภาฯได้อภิปรายหรือมีความเห็นอย่างรอบด้าน
ยิ่งไปกว่านั้นในการประชุมสภาที่ผ่านมา รมว.พม.ได้อภิปรายร่างกฎหมาย 5 ฉบับ ที่มาจากพรรคการเมืองและภาคประชาชน ว่าไปก็อปปี้ไปลอกกันมา อันนี้มันสะท้อนให้เห็นเลยว่า ท่านมีทัศนคติที่แย่ ดูถูกประชาชน ไม่ให้ความสนใจหรือเคารพสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะ 1.4 หมื่นกว่ารายชื่อที่เสนอร่างกฎหมายเข้าไปแต่อย่างใด”
นายอภิวัฒน์ กล่าวอีกว่า วิธีคิดแบบนี้ไม่อาจทำให้เกิดรัฐสวัสดิการได้เลย เราจึงยังติดกับดักรัฐสงเคราะห์ ยิ่งสถานการณ์โควิด-19 ทำให้คนตกงานและยากลำบาก รัฐบาลไร้ความสามารถ ก็ต้องรับผิดชอบลาออกไป
ส่วนนางหนูเกณ อินทจันทร์ ตัวแทนจากเครือข่ายสลัมสี่ภาค กล่าวว่า เราได้ศึกษามาแล้วว่าผู้สูงอายุจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ต้องได้รับเงินวันละ 100 บาท จึงเสนอให้มีระบบบำนาญ 3,000 บาทต่อเดือน ในร่าง พ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติ พ.ศ. …. ที่ภาคประชาชนเสนอไป แต่ทั้งนี้ ที่นายจุติบอกว่าได้ทำโครงการต่างๆ มาช่วย เช่น บ้านเช่าราคาถูก นั้น ก็อยากจะถามกลับว่าคนจนจะเช่าอยู่ได้จริงหรือไม่ เพราะล้วนแต่เป็นโครงการตั้งอยู่ชานเมือง ระบบเดินทางขนส่งก็ไม่มี ขณะที่งานของคนจนเป็นงานบริการที่อยู่ใจกลางเมือง ฉะนั้นจะให้เขานั่งรถจากชานเมืองเข้ามา เช่น รถไฟฟ้า มันก็ไม่เหลืออะไรแล้ว
“จริงๆ ไม่ต้องทำหรอกบ้านเช่าราคาถูกชานเมือง เพราะให้คนจนไปอยู่ เขาไม่มีงานทำ เขาก็ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าอยู่ดี ทำไมไม่ลองเจรจากับการท่าเรือ การรถไฟ กรมธนารักษ์ ซึ่งมีพื้นที่ใจกลางเมือง จัดให้คนจนเช่าอยู่ไปเลย รัฐต้องเปลี่ยนวิธีคิด หากยังบริหารงานอย่างไม่เข้าใจ ก็ลาออกไปเถอะ”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอภิปรายนอกสภา ผู้ดำเนินรายการได้รวบรวมข้อเรียกร้อง สรุปดังนี้ นายกฯ ซึ่งอยู่มา 7 ปี หากรักประชาชนจริง ต้องจัดงบประมาณมาดูแลสวัสดิการประชาชน ไม่งั้นก็ลาออกไปเถอะ ก่อนลาออกช่วยแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ยุติบทบาท สว. แล้วจัดเลือกตั้งใหม่ ส่วนนายจุติหากยังไม่เข้าใจเรื่องรัฐสวัสดิการนี้ ก็ให้ลาออกไปเช่นกัน

