หัวหน้าศูนย์จีโนม หวั่น โควิด ‘สายพันธุ์เดลต้า’ ขึ้นนำสายพันธุ์อื่น ชี้ระบาดเร็วขึ้น 40%
เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในช่วงหนึ่งของการแถลงข่าวการเฝ้าระวังการกลายพันธุ์เชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ว่า ขณะนี้มีการถอดรหัสพันธุกรรมกว่า 30,000 รหัสพันธุกรรม ซึ่งเป็นความร่วมมือกับทั่วโลกในการถอดรหัสและได้มีการแชร์ข้อมูลผ่านระบบกลาง
ซึ่งประโยชน์จากการถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสโควิด-19 จะทำให้ทราบแนวทางการป้องกันและควบคุมโรค เหมือนกรณีของที่ตากใบ จ.นราธิวาส ที่ขณะนั้นเจอติดเชื้อ 100 ราย และได้มีการส่งตัวอย่างเชื่อมาที่ศูนย์จีโนม จึงได้มีการถอดรหัสพันธุกรรมจนพบว่า สายพันธุ์แอฟริกาใต้ ทำให้มีการจำกัดขอบเขตของการระบาด และขณะนี้ก็ยังพบเพียงในพื้นที่อยู่ ขณะที่สายพันธุ์อังกฤษพบไม่มากประมาณ 1%
“นอกจากนี้ เราก็ยังมีการติดตามสายพันธุ์ B.1.524 ซึ่งเป็นสายพันธุ์พื้นบ้านของประเทศเพื่อนบ้าน(มาเลเซีย) แต่สายพันธุ์นี้ไม่น่ากังวล เนื่องจากไม่พบความรุนแรง แต่ที่ต้องเฝ้าระวังและติดตามคือ สายพันธุ์แอฟริกาใต้หรือเบต้า (Beta) ส่วนในปัจจุบันประเทศไทยไม่พบการกลายพันธุ์ที่พบได้เฉพาะในประเทศไทย” ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ กล่าว
ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ กล่าวว่า การถอดรหัสพันธุกรรมของไวรัส นอกจากจะเพื่อควบคุมโรคแล้วยังเพื่อการรักษาด้วย อย่างเช่น สายพันธุ์ลูกผสม หรือ ไฮบริด เช่นที่ ผสมกันระหว่างสายพันธุ์อังกฤษและอินเดีย การติดเชื้อ 2 สายพันธุ์ในคนเดียว (coinfection) หรือ ผู้ติดเชื้อที่อยู่ในโรงพยาบาล(รพ.) ครบ 14 วัน แต่ตรวจ RT-PCR พบว่ามีการติดเชื้ออ่อนๆ จะกลับบ้านได้หรือไม่ ก็จะมีการตรวจหาซากไวรัส ทั้งหมดนี้จึงเป็นกระบวนรักษา
ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ กล่าวว่า สายพันธุ์ที่ค่อนข้างเป็นกังวล คือ สายพันธุ์เดลต้า หรือเดิมคือสายพันธุ์อินเดีย เพราะในอังกฤษ พบว่าสายพันธุ์เดลต้า เริ่มเข้ามาแทนสายพันธุ์อัลฟ่าหรือสายพันธุ์อังกฤษ เพราะระบาดเร็วกว่าเดิมถึง 40% นอกจากการเฝ้าระวังสายพันธุ์ที่เข้ามาจากต่างประเทศแล้ว เราต้องดูสายพันธุ์ท้องถิ่นด้วย ซึ่งมีประมาณ 3 ตัว คือ B.1.524 จากประเทศเพื่อนบ้านทางใต้ ซึ่งยังไม่ได้ถูกจัดในชั้นของไวรัส แต่ก็ต้องเฝ้าระวัง สายพันธุ์ A.6 ที่เคยพบในไทยระยะหนึ่ง แต่ขณะนี้สูญพันธุ์ไปแล้ว และ B.1.36.16 ที่พบในการระบาดระลอกที่ 2 ของไทย พื้นที่ปทุมธานีและสมุทรสาคร ซึ่งคนติดเชื้อจะไม่ค่อยมีอาการ สังเกตได้ว่าช่วงนั้นจะไม่ค่อยมีการแอดมิทเข้า รพ. หรือเข้าไอซียู ดังนั้น การระบาดระลอกที่ 3 เริ่มชัดว่าไวรัสโควิด-19 แต่ละสายพันธุ์มีเวชปฏิบัติต่างกัน
“ทั้งนี้ ไวรัสทุกสายพันธุ์จะมีจุดคงอยู่และดับไป ประมาณ 6 เดือน และจะมีสายใหม่ขึ้นมา ซึ่งในอนาคตสายพันธุ์อัลฟ่า อาจถูกเดลต้าแทนที่ได้“ ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ กล่าว

