ศาลปค.สั่งกรมอุทยานชดใช้1หมื่นบาท คดีเผาเพิงพักกะเหรี่ยงป่าแก่งกระจาน ชี้ไม่ใช่ชุมชนดั้งเดิม

7.09.16 | 15:42 น.

เมื่อวันที่ 7 กันยายน ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษา คดีที่นายโคอิ หรือคออี้ มีมิ อายุ 104 ปี ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งป่าแก่งกระจาน พร้อมพวกชาวกะเหรี่ยง (ปกากะญอ) ในหมู่บ้านบางกรอยบน ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี รวม 6 ราย ยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฐานกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ในการขับไล่ชาวบ้านบางกรอยออกจากป่าแก่งกระจาน ด้วยการเผาทำลายบ้านและทรัพย์สิน

ชัยวัฒน์2

ศาลเห็นว่าที่ดินแปลงที่เกิดเหตุนั้น ไม่ใช่พื้นที่ที่เป็นชุมชนดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยง แต่เป็นที่ดินที่มีการบุกรุกแผ้วถางป่า ในลักษณะการเปิดป่าดงดิบ เพื่อให้เป็นที่โล่งสำหรับใช้เพาะปลูกเป็นแปลงใหม่ ไม่ใช่แปลงที่ดินทำกินในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่ทางราชการจัดสรรให้ทำกิน ดังนั้น การที่ผู้บุกรุกแผ้วถางป่าได้ทำการก่อสร้างเพิงพัก หรือที่อยู่อาศัย หรือยุ้งฉางข้าว บนที่ดินดังกล่าว จึงเป็นการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ นอกจากนั้นยังมีการล่าสัตว์ เป็นการทำผิดตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจพบการกระทำผิดในเขตอุทยานแห่งชาติ จึงทำการเจรจาและกำหนดเวลาให้ทำการรื้อถอนเพิงพักหรือสิ่งปลูกสร้าง และเก็บทรัพย์สินออกจากที่ดินดังกล่าว

ชัยวัฒน์3

แต่หลังพ้นกำหนดเวลา เมื่อเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเข้าไปสำรวจพื้นที่ พบว่ายังคงมีเพิงพักหรือสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของไม่ได้ทำการรื้อถอนออกไป คณะเจ้าหน้าที่ย่อมมีอำนาจที่จะรื้อถอนหรือเผาทำลายได้ และการเผาสิ่งปลูกสร้างเพื่อไม่ให้ผู้บุกรุกนำไปใช้ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างขึ้นใหม่ได้อีก จึงถือเป็นการใช้อำนาจโดยชอบของพนักงานและเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และไม่อาจถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชจะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด

Advertisement

แต่สำหรับสิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือน และสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวที่อยู่ในเพิงพักและถูกเผาไปนั้น เนื่องจากเป็นสิ่งของจำเป็น และไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมายหรือสิ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 การที่เจ้าหน้าที่ทำการเผาเพิงพัก โดยไม่เก็บรวบรวมทรัพย์สินดังกล่าวออกมารักษาไว้ เพื่อประกาศให้เจ้าของมารับคืนในภายหลังนั้น ถือได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชจะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 โดยศาลได้กำหนดค่าสินไหมในส่วนของเครื่องใช้ในครัวเรือน 5,000 บาท และค่าสินไหมในส่วนของเครื่องใช้ส่วนตัว 5,000 บาท จึงมีคำพิพากษาให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 เป็นเงินคนละ 10,000 บาท ภายใน 30 วันที่คดีถึงที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาแล้ว นายคออี้และตัวแทนชาวกะเหรี่ยงยังคงยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นชุมชนดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยง และเป็นที่ดินบรรพบุรุษ ไม่ใช่ที่ดินที่มีการบุกรุกใหม่ แต่เจ้าหน้าที่เข้าใจผิดว่าการทำไร่หมุนเวียนตามภูมิปัญญาของชาวกะเหรี่ยงเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่า ส่วนจะมีการยื่นอุทธรณ์หรือไม่นั้นชาวกะเหรี่ยงและทนายความจะมีการหารือกันอีกครั้งหนึ่ง

ด้านนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการส่วนต้นน้ำ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 ปราจีนบุรี และอดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ให้สัมภาษณ์ว่า ยอมรับในคำตัดสิน คำตัดสินของศาลครั้งนี้ทำให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยอย่างตนดีใจและมีกำลังใจในการทำงานมากยิ่งขึ้น ยืนยันว่าที่ผ่านมาทำงานตามหน้าที่ ไม่เคยคิดกลั่นแกล้งใคร การตัดสินของศาลปกครองครั้งนี้ถือเป็นการต่อสู้ในด้านกฎหมายของข้าราชการว่า การทำงานเมื่อทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ละเมิดหรือไม่ละเว้นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด สามารถทำได้ และเชื่อว่าการตัดสินครั้งนี้ ข้าราชการที่ทำงานคงจะลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า มากขึ้น เชื่อว่าคำตัดสินของศาลปกครองกลางจะใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการทำงานต่อไป