กก.โรคติดต่อแห่งชาติ จ่อปรับไม่สวมหน้ากากสูงสุด 2 หมื่น เว้น 10-16 สัปดาห์ ฉีดแอสตร้าเข็ม 2 ชง ศบค.คลอด ภูเก็ต โมเดล 18 มิ.ย.นี้
เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติครั้งที่ 6/2564 โดยมี นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กลาโหม มหาดไทย แรงงาน ศึกษาธิการ การต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ UHOSNET โรงพยาบาลเอกชน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์และสาธารณสุข ผู้แทนสภาวิชาชีพและองค์กรอิสระ ร่วมการประชุมและประชุมทางไกล
นายอนุทิน แถลงว่า วันนี้คณะกรรมการโรคติดต่อฯ พิจารณา 4 ประเด็นสำคัญ ในการควบคุมโรคโควิด-19 ประเด็นที่ 1 ได้รับทราบแนวทางการดำเนินการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) เปิดรับนักท่องเที่ยวในวันที่ 1 ก.ค. 64 โดยมีเกณฑ์ดังนี้ 1.ผู้ที่มาจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ – ปานกลาง 2.ได้รับวัคซีนครบถ้วนอย่างน้อย 14 วัน และมีเอกสารรับรองการได้รับวัคซีน กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี มากับผู้ปกครองที่ได้รับวัคซีนได้ 3.มีเอกสารการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ผลไม่พบเชื้อไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนถึงเดินทาง 4.ต้องเข้ารับการตรวจหาเชื้ออีก 3 ครั้งในประเทศไทย ได้แก่ วันที่แรกที่เดินทางมา วันที่ 7 และ 14 โดยโรงพยาบาลคู่สัญญา จะมาตรวจหาเชื้อให้ที่โรงแรม แต่หากพบการติดเชื้อก็จะต้องเข้าสู่ระบบการรักษาที่ รพ. แต่หากตลอด 14 วันที่อยู่ในภูเก็ต ตรวจไม่พบเชื้อ จึงจะเดินทางไปเที่ยวต่อยังจังหวัดอื่นได้
นายอนุทิน กล่าวว่า โดยจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ เตรียมความพร้อมมาตรการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรค มาตรการสถานที่ (มาตรฐาน SHA) การป้องกันส่วนบุคคล สังคม การแพทย์และสาธารณสุข บุคลากรในการกำกับติดตาม และการสนับสนุนทรัพยากรอื่นๆ รวมถึงทำแผนรับมือ และแผนยกเลิกกิจการกรณีเกิดการระบาดโดยจะมีการติดตามผลเป็นระยะ โดยถือเป็นโครงการต้นแบบส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคม ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอ ศบค. เห็นชอบ ในวันที่ 18 มิ.ย.นี้

นายอนุทิน กล่าวว่า ประเด็นที่ 2 มีมติเห็นชอบมอบหมายให้สถานพยาบาลตามกฎหมายสถานพยาบาล คือ รพ.เอกชน มีส่วนร่วมในการฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อให้สามารถฉีดวัคซีนได้ตามเป้าหมาย โดยให้อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด หรือคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ประเด็นที่ 3 เห็นชอบแนวทางการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในการกำหนดระยะห่างของการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เข็มที่ 1 และ 2 ให้ห่างกัน 10-12 สัปดาห์ และสามารถขยายได้ถึง 16 สัปดาห์ในกรณีที่จำเป็น ตามความเหมาะสมของสถานการณ์โควิด-19 แต่ละพื้นที่
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 4 คือ ความก้าวหน้าการเสนอร่างพระราชบัญญัติโรคติดต่อ ฉบับปรับปรุง และการออกระเบียบเปรียบเทียบความผิดฯ กรณีไม่สวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานควบคุมโรค จะมีการเปรียบเทียบปรับในอัตราใหม่ ดังนี้ ครั้งที่ 1 ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ครั้งที่ 2 ปรับมากกว่า 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 10,000 บาท และหากกระทำผิดครั้งที่ 3 เป็นต้นไป ปรับมากกว่า 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 20,000 บาท

ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การขยายเวลาวัคซีนแอสตร้าฯ เข็ม 2 ออกไปนั้น โดยหลักการระยะห่างยังเหมือนเดิมคือ 12 สัปดาห์ แต่หากมีเหตุการณ์จำเป็นอื่นๆ เช่น การระบาด การเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ ที่ประชุมได้มอบให้กรมควบคุมโรค ปรึกษาคณะกรรมการวิชาการในการปรับเปลี่ยนได้
ทั้งนี้ นพ.โอภาส กล่าวเพิ่มเติมถึงภูเก็ตโมเดลว่า เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาถึง จ.ภูเก็ต แล้วต้องตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 หากพบเชื้อก็จะต้องเข้าสู่ระบบการรักษาใน รพ. แต่หากไม่พบเชื้อ ก็สามารถท่องเที่ยวในภูเก็ตได้ตามหลักเกณฑ์ที่ทางศบค. กำลังจะพิจารณาเห็นชอบในวันที่ 18 มิ.ย. ว่าจะให้เดินทางเที่ยวในภูเก็ตได้ที่ไหน อย่างไรบ้าง หลังจากนั้นก็มารับการตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 หากพบเชื้อก็เข้าร พ.เพื่อรักษา แต่หากไม่พบเชื้อ ก็รอมาตรวจครั้งที่ 3 ในวันที่ 14 ของการพักในภูเก็ต ซึ่งหากตลอด 14 วันไม่พบเชื้อเลย ก็เหมือนการกักตัว ดังนั้น ครบ 14 วันแล้วก็จะสามารถเดินทางไปจังหวัดอื่นๆ ได้

