ศบค.เฝ้าระวังเปิดเรียน ‘พื้นที่ควบคุมสูงสุด’ ต้องขออนุญาตคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด

15.06.21 | 16:22 น.

ศบค.เฝ้าระวังเปิดเรียน “พื้นที่ควบคุมสูงสุด” ต้องขออนุญาตคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) เปิดเผยว่า ในวันนี้ที่ประชุมศบค.ชุดเล็ก ได้มีการทบทวนการเปิดเรียนวันแรกเมื่อวานนี้(14 มิถุนายน) พบว่าผ่านไปด้วยดี แต่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยผู้ปกครอง คุณครู และในส่วนของสถานศึกษาเองให้ความร่วมมือกับมาตรการที่ทางศบค.ได้รายงานไปก่อนหน้านี้ เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถดูแลบุตรหลานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ให้จังหวัดขออนุมัติจากคณะกรรมการโรคติดต่อ

ในส่วนของพื้นที่แดง 17 จังหวัดที่ถือว่าควบคุมสูงสุด ได้แก่ กาญจนบุรี, ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา, ตาก, นครปฐม, นครศรีธรรมราช, นราธิวาส, ประจวบคีรีขันธ์, พระนครศรีอยุธยา, เพชรบุรี, ยะลา, ระนอง, ระยอง, ราชบุรี, สมุทรสาคร, สงขลา และสุราษฎร์ธานีสามารถที่จัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานได้ อย่างไรก็ตาม จังหวัดต้องทำเรื่องขอคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดก่อน เพื่อที่จะพิจารณาอนุญาตให้สามารถเปิดการเรียนการสอบแบบ on site หรือใช้สถานศึกษาเป็นที่เรียนได้ เป็นประกาศใหญ่ ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการได้เสนอ

“แต่ละพื้นที่สามารถปรับได้ตามบริบทของพื้นที่ เช่น ยะลาอยู่ในพื้นที่ที่จะสามารถจักการศึกษาon site ได้แต่ทางผู้วว่าราชการจังหวัดยังห่วงสถานการณ์การแพร่ระบาด ยังไม่อนุญาตให้มีการเรียน on site เป็นต้น “

Advertisement

ย้ำประเมิน Thai Stop COVID Plusและไทยเซฟไทย

พญ.อภิสมัยกล่าวอีกว่า โดยสรุปเพื่อให้ผู้ปกครองเกิดความมั่นใจ ทางกระทรวงศึกษาธิการได้มีกระบวนสำคัญอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือให้สถานศึกษาทุกแห่งมีการประเมิน Thai Stop COVID Plus ซึ่งเป็นชุดคำถาม จัดโดยกรมอนามัย และในช่วงก่อนเปิด พบว่าโรงเรียนในสังกัด สพฐ.จำนวน 29,000 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งอีก 5,000 กว่าแห่งในสังกัดคณะกรรมการการศึกษาเอกชน พบว่า 99.1% ของสถานศึกษาเหล่านี้ ผ่านการประเมิน Thai Stop COVID Plus เรียบร้อยแล้ว อีกเกือบ 1% ที่ยังไม่ผ่าน ไม่ได้ว่าสอบไม่ผ่าน เป็นในส่วนสังกัดของ อว.หรือมหาวิทยาลัยที่ยังไม่เปิดการเรียนการสอนจึงยังไม่มีการประเมิน

ในส่วนของ กทม.เอง ทางผอ.สำนักการศึกษารายงานว่ามีโรงเรียนสังกัดในกทม.อยู่ 437 โรงเรียน ต้องทำแบบประเมิน Thai Stop COVID Plus เช่นกัน ซึ่งเมื่อโรงเรียนเข้าใจมาตรการการควบคุมโรค เป็นการยืนยันให้เกิดความมั่นใจว่าลูกหลานของเราสามารถไปโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งมาตรการที่สำคัญที่ต้องขอความร่วมมือ คือ ทางกระทรวงศึกษาธิการและกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข เน้นย้ำให้ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ทำไทยเซฟไทย เป็นการประเมินตนเอง ก่อนที่นักเรียนจะเข้าเรียน เช่น ประเมินสุขภาพ ไข้ เป็นต้น จะเป็นมาตรฐานที่เรียกได้ว่าเป็นนิวนอมอลของโรงเรียน สถานศึกษา ทั่วประเทศไทย จะทำให้ทั้งในส่วนของการจัดการสถานศึกษาปลอดภัย เด็กนักเรียนก็ปลอดภัย ผู้ปกครองก็ต้องร่วมไม้ร่วมมือ ซึ่งไทยเซฟไทยต้องเป็นประเมินรายวัน กระทรวงศึกษาธิการบอกว่าเหมือนพาสปอร์ต ที่จะเดินทางมาโรงเรียนที่ต้องตรวจสอบ ขอความร่วมมือต้องช่วยกันให้ทุกพื้นที่

สุดท้ายทางกระทรวงศึกษาธิการได้มีการซักซ้อมแผนในกรณีที่เราเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นแล้ว แต่กรณีมีการติดเชื้อก็มีแนวทางให้กับโรงเรียน สถานศึกษา ผู้ปกครอง สามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง เน้นย้ำว่าการปิดไม่ได้ตอบโจทย์ เช่น ในกรณีพบผู้ติดเชื้อ 1-2 ราย ใน 1 ห้องเรียนหรือ 2 ห้องเรียน ขอให้สถานศึกษา รวมทั้งผู้ปกครองศึกษามาตรการเหล่านี้ เพื่อที่จะให้การเปิดเรียนผ่านไปด้วยดี และมีการพูดถึงเด็กพิเศษ ผู้พิการ และโรงเรียนประจำ ซึ่งกลุ่มนี้อาจจะมีการจัดการที่แตกต่างกันนิดหนึ่ง ตอนนี้ยังเปิดไม่ได้ เพราะมาตรการของเขาต้องเข้าไปอยู่โรงเรียนประจำ กินนอน มีมาตรการเพิ่ม คู่มือมาตรการแยกแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไป กลุ่มนี้จะมีการตรวจ Rapid test เพื่อยืนยันว่าไม่เป็นผู้ติดเชื้อก่อนที่จะไปศึกษาในโรงเรียน

เร่งฉีดวัคซีนครู-กลุ่มเปราะบาง

ต่อข้อถามที่ว่ากลุ่มผู้พิการ จะสามารถเข้าถึงวัคซีนได้อย่างไร พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ในส่วนของการเรียนการสอนของกลุ่มผู้พิการและเด็กพิเศษก็มีการหารือกัน ซึ่งสืบเนื่องไปถึงการฉีดวัคซีนด้วย ในส่วนของคุณครูทางกทม.และคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด พยายามระดมการฉีดวัคซีนให้คุณครูให้ครบถ้วนด้วย ในส่วนของกลุ่มเปราะบาง ผู้พิการไม่ใช่เฉพาะทางกาย มีผู้พิการทางสายตาหรือทางสมองหรือกลุ่มเด็กพิเศษ ออทิสติก ตรงนี้มีการพยายามหารือถึงแนวทางการช่วยเหลือกลุ่มนี้ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างรวดเร็วทันท่วงที จะสามารถช่วยลดอัตราเสี่ยงในการที่ผู้ดูแลจะติดเชื้อไปด้วย

ล่าสุดมีการแสดงความห่วงใยจากกรมสุขภาพจิต สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย รวมทั้งราชวิทยาลัยจิตแพทย์ ก็เรียนย้ำว่าผู้ป่วยจิตแพทย์ ผู้บกพร่องทางจิต เชาน์ปัญญาหรือกลุ่มโรคอารมณ์ เป็นต้น กลุ่มนี้จะมีความยากลำบากในการเข้าถึงวัคซีน และหากไม่ได้รับการฉีด มีการติดเชื้อจะถือได้ว่ามีความเสี่ยง ในการที่จะกลายเป็นผู้ที่มีอาการรุนแรง ขอความร่วมมือให้ครบอครัว ชุมชน และโรงพยาบาลที่ดูแลอยู่ ช่วยเป็นปากเป็นเสียง ช่วยให้ผู้ป่วยเหล่านี้เข้าถึงวัคซีน และภาครัฐเองได้จัดจุดฉีดวัคซีนเฉพาะ เช่น โรงพยาบาลราชานุกูลในสังกัดของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น

“ได้ให้ความช่วยเหลือในกลุ่มนี้และครอบคลุมทั้งผู้ป่วย ผู้พิการ และครอบครัวที่ดูแลเด็กหรือผู้พิการกลุ่มนี้ด้วย อย่างไรก็ตามหากมีกลุ่มไหนตกหล่น ขอให้สังคมหรือสื่อมวลชนช่วยเป็นกระบอกเสียง และจะมีความพยายามที่จะดูแลให้ครบถ้วน ขอให้ส่งเสียงกันเข้ามา“ พญ.อภิสมัยกล่าวทิ้งท้าย