‘4 จว. เสี่ยงฆ่าตัวตายสูง’ เหตุปัญหาความรัก โรคซึมเศร้า สังเกตสัญญาณอันตราย-ป้องกันได้

9.09.16 | 16:19 น.

เมื่อวันที่ 9 กันยายน นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต แถลงข่าวเนื่องในวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก ประจำปี 2559 (World Suicide Prevention Day 2016) ภายใต้แนวคิด “Connect. Communicate. Care. : สัมพันธ์ สื่อสาร ใส่ใจ” ว่า อัตราการฆ่าตัวตายของคนไทยปี 2558 อยู่ที่ 6.47 ต่อแสนประชากร เพิ่มจากปี 2557 ซึ่งอยู่ที่ 6.08 ต่อแสนประชากร เฉลี่ยเดือนละ 350 คน หรือ ทุกๆ 2 ชั่วโมงจะฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน ซึ่งยังอยู่เกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ที่ไม่เกิน 7.0 ต่อแสนประชากร ภาคเหนือมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุด ส่วนภาคภาคใต้อัตราการฆ่าตัวตายลดลง และยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะมีสัญญาณว่าเรื่องความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันน้อยลง ทั้งนี้ได้ตั้งเป้าลดอัตราการฆ่าตัวตายให้ต่ำกว่า 6.0 ต่อแสนประชากรในปี 2564 โดยเน้น 4 มาตรการ คือ 1.คัดกรอง ประเมิน รักษา ติดตามกลุ่มเสี่ยงฆ่าตัวตาย 2.เพิ่มการเข้าถึงบริการ ค้นหาเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง คือ ผู้ที่มีประวัติฆ่าตัวตาย มีความรุนแรงในครอบครัว ติดสุรา ป่วยโรคจิตเวช โรคซึมเศร้า และโรคเรื้อรัง 3.พัฒนาระบบฐานข้อมูลที่ทันสมัย น่าเชื่อถือ เพื่อใช้กำกับติดตามประเมินสถานการณ์และวางแผนแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด

นพ.เจษฎา กล่าวว่า 4.ยกระดับปัญหาการฆ่าตัวตายให้เป็นปัญหาระดับชาติที่ทุกฝ่ายต้องต้องร่วมกันใส่ใจสัญญาณเตือนป้องกันการฆ่าตัวตาย ทั้งนี้ปัญหาการฆ่าตัวตายเป็นเรื่องใกล้ตัว เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และสามารถป้องกันได้ด้วยการมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน สื่อสารดีต่อกัน และ ใส่ใจซึ่งกันและกัน หากมีปัญหาสามารถติดต่อสายด่วน 1323 ได้ หรือโหลดแอพพลิเคชั่น สบายใจ “sabaijai” เพื่อประเมินความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายของตัวเองหรือคนใกล้ชิด ซึ่งในแอพฯ จะช่วยให้คำปรึกษาสำหรับคนที่ไม่อยากคุยกับคนอื่น

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า จากการศึกษาพบว่าร้อยละ 80 ของคนที่ฆ่าตัวตายจะมีการวางแผน และแสดงพฤติกรรมก่อนลงมือ ประมาณ 2-3 วัน ร้อยละ 20 ลงมือเพราะหุนหันพลันแล่น สาเหตุมาจากปัญหาความรัก ความหึงหวง โรคซึมเศร้า น้อยใจคนใกล้ชิดดุด่า ตามลำดับ ถ้าทำไม่สำเร็จจะหาโอกาสลงมือครั้งต่อๆ ไป แต่หากลงมือไป 5 ครั้งแล้วยังไม่สำเร็จก็จะลดความอยากฆ่าตัวตายลงไป จึงต้องเฝ้าระวังและช่วยเหลือคนเหล่านี้ให้ได้ ทั้งนี้ อายุต่ำสุดที่ฆ่าตัวตายคือเด็ก 10 ขวบ สูงสุดคืออายุ 97 ปี กลุ่มที่การฆ่าตัวตายสูงสุดคือวัยแรงงานอายุ 30 ปีขึ้นไป รองลงมาคือ เกษตรกร ราชการ ผู้ชายฆ่าตัวตายสูงขึ้น และสูงกว่าผู้หญิง 4 เท่า กลุ่มที่น่าเป็นห่วงและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด คือแรงงานชาย 35-39 ปี และผู้สูงอายุ 70-74 ปี เพราะมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์การไม่ได้รับความรักจากลูกหลานและคนใกล้ชิด การเจ็บป่วยด้วยโรคทางกาย ทางจิต โดยเฉพาะโรคซึมเศร้า นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จประมาณร้อยละ 2 จะมีการทำร้ายผู้อื่นร่วมด้วย โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 40-44 ปี และ 15-19 ปี เกินครึ่งมีครอบครัวแล้ว ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร รวมทั้งพบว่า ประมาณร้อยละ 8 เคยถูกทำร้ายมาก่อน และร้อยละ 19 ก็เคยทำร้ายตัวเองมาก่อน สาเหตุยังคงเป็นปัญหาความสัมพันธ์ ความรักความหึงหวง ทะเลาะกับคนใกล้ชิด และน้อยใจที่ถูกดุด่า

220256

ด้าน พ.อ.หญิง พญ.นวพร หิรัญวิวัฒน์กุล นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าว่า การฆ่าตัวตายไม่ใช่คนสิ้นคิด และแต่เป็นเพราะสิ้นหวัง พยายามหาทางออกของตัวเองแล้ว แต่ไม่สามารถหาทางออกได้ ซึ่งเกินขึ้นได้ทั้งในคนปกติ และผู้ป่วยจิตเวช แต่ก่อนจะลงมือฆ่าตัวตายนั้นจะมีการพยายามสื่อสารบอกคนรอบข้างมาตลอด เช่น พูดรำพึงรำพัน การฝากให้ดูแลขอที่รักมากที่สุด การเขียนจดหมาย เฟซบุ๊ก การส่งข้อความ ภาพ คลิปวีดีโอ ข่มขู่ตัดพ้อ หรือพูดจาสั่งเสีย หรือการโพสต์ภาพวิธีที่จะใช้ฆ่าตัวตาย ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุดที่จะเกิดการทำร้ายตนเองจริงได้ อย่ามองว่าเป็นการเรียกร้องความสนใจ ไร้สาระ หรือล้อเล่น แต่ต้องรีบให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยเน้นที่การรับฟัง การทำให้เขาตั้งสติให้ได้ หรือติดต่อคนที่เขารักและไว้ใจเพื่อช่วยดึงสติกลับมา หรือโทรสายด่วน 1323

Advertisement

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อมูลกรมสุขภาพจิตพบว่าในปี 2558 อัตราการฆ่าตัวตายสูงสุดใน 4 จังหวัด ที่องค์การอนามัยโลกจัดอันดับของไทย คือ ลำพูน น่าน เชียงราย และแม่ฮ่องสอน ตามลำดับ โดยในแต่ละวันมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จอยู่ที่ 11-12 ราย