หลายวันก่อนมีโอกาสเดินทางไปยังโรงพยาบาลสงขลา ทำให้ทราบว่าการทำงานของบุคลากรในโรงพยาบาล ไม่ใช่แค่การรักษาพยาบาลผู้ป่วยทั่วไปเท่านั้น แต่ยังทำงานเชิงรุกเพื่อดูแลสุขภาพของผู้ต้องขังในเรือนจำอีก…
ร.ท.นพ.สุภาพ ไพศาลศิลป์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) สงขลา พร้อมคณะทำงานการบริการทางการแพทย์ในทัณฑสถาน ให้ข้อมูลว่า ผู้ต้องขัง หรือผู้ก้าวพลาด นับเป็นกลุ่มผู้รับบริการสุขภาพที่ด้อยโอกาสในการเข้าถึงการบริการสาธารณสุข เนื่องจากเมื่อเจ็บป่วยไม่สามารถออกจากเรือนจำไปพบแพทย์ได้อย่างง่ายดายนัก ขณะที่ในแต่ละเรือนจำและทัณฑสถาน มีบุคลากรที่ให้บริการด้านสุขภาพเป็นพยาบาลวิชาชีพเพียงแห่งละ 1-2 คน ซึ่งมีความแตกต่างในด้านศักยภาพของการดูแลผู้ต้องขัง รวมทั้งข้อจำกัดในการเข้ารับบริการด้านสุขภาพ จากจำนวนผู้ต้องขังที่มีจำนวนมาก เมื่อเทียบกับจำนวนผู้คุมที่จะนำผู้ต้องขังออกมารักษามีไม่เพียงพอ หนำซ้ำกระบวนการในการขออนุญาตออกจากเรือนจำก็มีขั้นตอนยุ่งยาก เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงการรับบริการสุขภาพ
จากอุปสรรคดังกล่าวส่งผลให้ไม่สามารถรับบริการทางสุขภาพได้ทันทีเมื่อเจ็บป่วย จนบางรายอาการทรุดหนักได้ นอกจากนี้ ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ในเรือนจำยังมีความแออัด ทั้งโรงครัว เรือนนอน สภาพความเป็นอยู่ยังส่งผลกระทบต่อการเกิดและแพร่กระจายของโรคติดต่อต่างๆ ได้ เช่น วัณโรค เอดส์ อุจจาระร่วง ไข้เลือดออก ฯลฯ ดังนั้น หากระบบการคัดกรอง และป้องกันการแพร่กระจายโรคติดต่อต่างๆ ไม่รัดกุมพออาจเกิดปัญหาการระบาดเกิดขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ผู้บริหาร รพ.สงขลา จึงร่วมกับผู้บริหารเรือนจำและทัณฑสถานทั้งสิ้น 5 แห่ง โดยอยู่ในอำเภอนาทวี 1 แห่ง อยู่ในเขตอำเภอเมืองอีก 4 แห่ง ได้แก่ เรือนจำกลางสงขลา เรือนจำจังหวัดสงขลา ทัณฑสถานบำบัดพิเศษสงขลา และทัณฑสถานหญิงสงขลา ในการร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังในเรือนจำ เพื่อลดช่องว่างด้านการเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยจัดตั้ง ศูนย์บริการทางการแพทย์ในทัณฑสถาน ขึ้น โดยใช้เรือนพยาบาลในทัณฑสถานบำบัดพิเศษสงขลา เป็นสถานที่ให้บริการเชิงรุก สำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำและทัณฑสถานทั้ง 4 แห่งในอำเภอเมือง จ.สงขลา ซึ่งเปิดบริการไปตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2557 จนถึงปัจจุบัน โดยให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป โรคเรื้อรัง รวมไปถึงผ่าตัดเล็กก็สามารถทำได้ โดยโรคที่พบบ่อยคือ โรคทางเดินหายใจ ทั้งหลอดลมอักเสบ หอบหืด ภูมแพ้ เนื่องจากผู้ต้องขังบางส่วนยังสูบบุหรี่ ทำให้ยังมีปัญหาระบบทางเดินหายใจ ถึงแม้ทางเรือนจำจะมีการ แยกสถานที่สูบไว้ต่างหากก็ตาม
นพ.วรชัย จึงตระกูล รอง ผอ.รพ.สงขลา และ นางอมร เดชบำรุง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ กลุ่มภารกิจด้านพยาบาลบอกว่า วัณโรค เป็นอีกปัญหาของผู้ต้องขังที่ต้องเข้มงวดในการเฝ้าระวัง และไม่ให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อ ซึ่งที่ผ่านมาทัณฑสถานหญิงสงขลาพบว่า มีผู้คุมขังเข้าใหม่จำนวน 4 ราย แต่ช่วงแรกตรวจไม่พบทั้งหมด เนื่องจากข้อจำกัดในการตรวจคัดกรอง อย่างไรก็ตาม ทางทัณฑสถานได้ประสานมาทาง รพ.สงขลา จึงเข้าไปช่วย

ในการแจกหน้ากากอนามัย การแยกห้องผู้ป่วยวัณโรคกับผู้ต้องขังทั่วไป และมีการตรวจหาเชื้อ ปรากฏว่าไม่พบการแพร่กระจายของเชื้อ แต่มีต้องเฝ้าระวัง 2 ราย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นอาจต้องมีการปรับระบบการคัดกรองให้เข้มงวดขึ้น เนื่องจากขั้นตอนการซักประวัติบางคำถาม อาจไม่เข้าใจมากนัก แต่โดยภาพรวมถือว่ามีการป้องกันที่ดี โดยปัจจุบันก็มีการตรวจสุขภาพของผู้ต้องขังตลอด อย่างผู้ป่วยวัณโรค จะมีการรักษาและติดตามอาการทุกๆ 3 เดือน 6 เดือน จนกระทั่งเมื่อพ้นโทษก็จะมีการจัดทำประวัติการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยนำไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลตามสิทธิภาครัฐต่อไป
ไม่เพียงแต่การรักษาโรค และการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคแล้ว ศูนย์บริการทางการแพทย์ในทัณฑสถาน ยังมีบริการส่งเสริมสุขภาพช่องปากและทันตกรรมโดยให้บริการปีละ 2 ครั้ง หมุนเวียนไปทุกเรือนจำ ขณะเดียวกันยังมีบริการประเมินปัญหาสุขภาพจิต ให้คำปรึกษาโดยจิตแพทย์ และนักจิตวิทยา บริการฉีดวัคซีน ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกสตรีอีกด้วย จากการบริการเหล่านี้ทำให้ลดอัตราการเจ็บป่วยฉุกเฉินและการนอน รพ.ได้ จากเดิมผู้ต้องขังมารับบริการที่ห้องฉุกเฉิน รพ.ปีละ 94 คน ขณะนี้ลดเหลือ 56 คน คิดเป็นสัดส่วนลดลงร้อยละ 29.79
อีกตัวอย่างของการให้ความสำคัญต่อสุขภาพของผู้ต้องขังที่พึงมี

