ที่ปรึกษา ศบค. ชี้วัคซีนบูสเตอร์บุคลากรแพทย์ฉีดได้ทั้งแอสตร้าฯ-ไฟเซอร์

6.07.21 | 13:18 น.

ที่ปรึกษา ศบค.ย้ำเงินหาใหม่ได้ ชีวิตหาใหม่ไม่ได้ ชี้วัคซีนบูสเตอร์บุคลากรแพทย์ฉีดได้ทั้งแอสตร้าฯ-ไฟเซอร์

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.อุดม คชินทร รองประธานคณะที่ปรึกษาศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (โควิด-19)(ศบค.) กล่าวว่า สำหรับวัคซีนไฟเซอร์ในประเทศไทย ได้เซ็นสัญญาจองแล้ว 20 ล้านโดส จะเข้ามาในไตรมาสที่ 4 รวมทั้งวัคซีนจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน 5 ล้านโดส และยังมีที่ภาคเอกชน สั่งวัคซีนโมเดอร์นา ซึ่งเรามีเวลาที่จะช่วยระดมฉีดวัคซีนให้เต็มที่ ต้องย้ำว่า ตอนนี้การฉีดบูสเตอร์ โดส (Booster dose) มีความสำคัญ แต่ขอประชาชนอย่าลดเกรดของวัคซีนซิโนแวค แม้ประสิทธิภาพป้องกันน้อย แต่ลดเจ็บป่วยรุนแรง และเสียชีวิตไม่ต่างจากไฟเซอร์และแอสตร้าเซนเนก้า ซึ่งเป็นความสำคัญ ขอให้ฉีดเพื่อรอการฉีดเข็มบูสเตอร์ใน 3-6 เดือน ที่เราจะต้องรอคำแนะนำจาก สธ. เพื่อกำหนดแนวทางที่ชัดเจน


นพ.อุดม กล่าวว่า ส่วนที่ถามว่า หากจะฉีดวัคซีนซิโนแวค เป็นเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 เป็นแอสตร้าฯ หรือโมเดอร์นา นั้น องค์การอนามัยโลก ยังแนะนำให้ฉีดเข็มที่ 1 และ 2 เป็นชนิดเดียวกันก่อน เพื่อไม่ให้วัคซีนมากวนกันในการแยกผลเสียที่เกิดจากวัคซีน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเบื้องต้นจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด พบว่า ฉีดแอสตร้าฯ 2 เข็ม ภูมิต้านทานขึ้นประมาณ 1,300 ยูนิต ส่วนไฟเซอร์เข็มที่ 1 แอสตร้าฯ เข็ม 2 ภูมิฯ ขึ้นมากกว่าฉีดแอสตร้าฯ 2 เข็ม ถึง 5 เท่า แต่หากฉีดแอสตร้าฯ เข็ม 1 แล้วฉีดเข็ม 2 เป็นไฟเซอร์ ภูมิฯ จะเพิ่มมากกว่าฉีดแอสตร้าฯ 2 เข็ม ถึง 9 เท่า ขณะเดียวกัน หากฉีดไฟเซอร์ 2 เข็ม ภูมิฯ ขึ้น 10 เท่า

“ดังนั้นหากเริ่มด้วยแอสตร้าฯ แล้วต่อด้วยไฟเซอร์ มันจะได้ภูมิฯ เกือบเท่ากับการฉีดไฟเซอร์ 2 เข็ม แต่เป็นเพียงการทดลอง ยังไม่เป็นข้อกำหนด ซึ่งประเทศไทยก็กำลังทำการศึกษาเพื่อให้ได้ข้อมูลของเราเอง ขอให้ฉีดแบบเดิมคือเข็มที่ 1 และ 2 เป็นตัวเดียวกันก่อน” นพ.อุดม กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า บุคลากรแพทย์ที่จะได้เข็มบูสเตอร์ จะเป็นชนิดใด นพ.อุดม กล่าวว่า ไทยมีตัวเลือก 2 ทางคือ แอสตร้าฯ และจะมีชนิด mRNA ที่จะเป็นไฟเซอร์ หรือ โมเดอร์นา แต่เราจะได้รับไฟเซอร์มา 1.5 ล้านโดส ก่อน ที่ประชุมคณะที่ปรึกษา ศบค. ก็ตกลงกันว่า ตอนนี้บุคลากรแพทย์ 7 แสนคน ฉีดซิโนแวค 2 เข็มครบแล้วกว่า 3-4 เดือน จะต้องบูสเตอร์ โดส หากไฟเซอร์ยังไม่มา เราจะฉีดแอสตร้าฯ ให้ ตามข้อมูลที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศึกษา 8 ตัวอย่าง แม้จะน้อยแต่ก็เป็นข้อมูลได้ สำหรับการฉีดซิโนแวค เข็มที่ 1 แล้วแต่แพ้รุนแรง แล้วไปฉีดแอสตร้าฯ เป็นเข็มที่ 2 พบว่า ภูมิต้านทานเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับซิโนแวค 2 เข็มถึง 8 เท่า ดังนั้น แอสตร้าฯ ใช้ได้แน่นอน แม้จะไม่ใช่เข็ม 3 แต่ก็กระตุ้นได้ แต่หากไฟเซอร์มาเร็ว 1.5 ล้านโดส กลุ่มแรกที่ต้องได้รับต้องเป็นบุคลากรแพทย์ รองมาจะเป็นกลุ่มเสี่ยงที่เรากำหนดไว้แล้ว เบื้องต้นยังไม่สามารถเลือกวัคซีนเข็มบูสเตอร์ได้

Advertisement

เมื่อถามว่าจะมีการนำเข้าวัคซีนชนิด mRNA เป็นวัคซีนหลักหรือไม่ นพ.อุดม กล่าวว่า รัฐบาลกำหนดแล้วว่า ตอนนี้เราเลือกไฟเซอร์ เพื่อฉีดให้ประชาชนฟรี ซึ่งยังไม่ได้รับของทันที เพราะมีความต้องการสูง ดังนั้น เร็วสุดที่จะได้คือ เดือนต.ค.-ธ.ค. หรือภายในไตรมาส4 ตามสัญญาที่ทำร่วมกับไฟเซอร์ 20 ล้านโดส โดยเมื่อมาถึงจะฉีดให้ประชาชนฟรี

เมื่อถามถึงระบบสาธารณสุขว่า ยังรับมือได้หรือไม่ นพ.อุดม กล่าวว่า หากจะไม่ให้เกินกำลังความสามารถของบุคลากรสาธารณสุข ทั้งหมอ พยาบาล เตียงยา เราต้องการเห็นตัวเลขไม่เกินวันละ 500-1,000 ราย เราจะสู้ไหว ตอนนี้ระดับนี้เราสู้ไม่ไหว ตอนนี้เราต้องทำ 2 อย่าง คือ 1.เพิ่มมาตรการสาธารณสุข ส่วนบุคคล และสังคม 2.เร่งฉีดวัคซีนให้เกิน 70% ของประชากรให้ได้ ส่วนมาตรการที่ควรเพิ่มเราขอประเมินที่ 15 และ 30 วัน ซึ่งเชื่อว่าตัวเลขอาจลดลงบ้าง แต่ยังสูงเฉลี่ยอยู่ที่ 3 พันรายต่อวัน ก็ยังเกินกำลังสาธารณสุขอยู่

“เมื่อดูรอบด้าน เรื่องเศรษฐกิจเราก็รู้ ว่าตอนนี้คนอดตายจริงๆ แต่เงินหาใหม่ได้ ชีวิตคนหาใหม่ไม่ได้ ลองคิดดูว่า 50-60 คน ที่เสียชีวิตทุกวันและจะมากขึ้นเรื่อยๆ ผมรับไม่ได้นะเพราะคนหนึ่งเราก็ไม่อยากให้ตาย เราต้องปกป้องคนไม่ให้ตายก่อน นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด และคิดว่ายอมเจ็บให้สั้นๆ แล้วจบ ผมพูดในที่ประชุมว่า ถ้าเราไม่ยอมเจ็บ แต่โรคระบาดยังอยู่ ถามว่าแล้วเศรษฐกิจเดินได้หรือไม่ ก็เดินไม่ได้ ไม่มีทางเดินได้อยู่ดี คนยังป่วยมหาศาล กำลังบุคลากรสาธารณสุขไม่เพียงพอ เตียงก็ไม่เพียงพอรับ แล้วมีคนตายวันละ 50-60 คนทุกวัน จะขึ้นไปเป็นวันละ 100 คน เจ็บด้วย จนด้วย ตายด้วย ผมเลือกอันแรกให้มันเจ็บสั้นๆ แล้วให้จบ” นพ.อุดม กล่าว

เมื่อถามว่าขณะนี้ยังมีประชาชนต่อต้าน และนักรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมเรียกร้องด้านต่างๆ รวมถึงกิจกรรมทางการเมือง นพ.อุดม กล่าวว่า เรื่องนี้ เป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่คิดว่าเขาน่าจะไปศึกษา ไปพิจารณาให้ดีว่าข่าวที่ออกไปนั้นมีทั้งข่าวไม่ครบ มีทั้งบวก และลบมากมาย เพราะฉะนั้นคิดว่าเราต้องมองภาพรวมของประเทศ ยิ่งตอนนี้ยิ่งระบาดเยอะเป็นหลักทางระบาดวิทยาอยู่แล้วที่เราต้องงดรวมกลุ่ม