เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 7 กรกฎาคม 64 ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ นาย ชยพล หรือเดฟ ดโนทัย แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรณีที่ถูกออกหมายจับในคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากเหตุการพ่นสีที่ฐานพระบรมฉายาลักษณ์และป้ายมหาวิทยาลัยหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อเดือนมกราคม 2564 โดยที่โจทก์ไม่ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์
โดยคำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า สืบเนื่องจากวันที่ 13 มกราคม 2564 เวลา 21.00 น. นาย สิริชัย นาถึง นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สังกัดแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมถูกตำรวจนอกเครื่องแบบ 10 นายเข้าจับกุม มีการแสดงหมายจับในคดีตามมาตรา 112 และหมายค้นที่พักของนายสิริชัย ซึ่งออกโดยศาลจังหวัดธัญบุรี ในรายละเอียดหมายค้นมีการระบุเหตุออกหมายค้นว่า บุคคลที่ถูกออกหมายจับคือ นายสิริชัย นาถึง เเละตัวโจทก์
ซึ่งรายละเอียดในหมายค้นระบุว่าตำรวจสภ.คลองหลวงร้องศาลจังหวัดธัญบุรีให้ออกหมายจับ นายชยพลโจทก์และนายสิริชัย กล่าวหาว่า ทั้งสองร่วมกันกระทำตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และทำให้เสียทรัพย์ แต่ช่วงเวลาที่เป็นเหตุในคดีนี้คือ 10 มกราคม 2564 เวลา 10.00 น. โจทก์ไม่ได้อยู่บริเวณที่เกิดเหตุ แต่อยู่ในบ้านพักจังหวัดสงขลามาตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2563 ต่อมาเมื่อนาย ชยพลทราบว่า เขามีชื่อในหมายจับจึงต้องเดินทางกลับมายังปทุมธานีโดยด่วน เพื่อแสดงตัวต่อตำรวจสภ.คลองหลวง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่า ที่ออกหมายไปเพื่อเรียกให้มาเป็นพยานเท่านั้นและปฏิเสธการออกหมายจับ ต่อมาได้รับทราบรายงานข่าวว่า ตำรวจขอศาลจังหวัดธัญบุรียกเลิกหมายจับของโจทก์เนื่องจากตรวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมไม่มีหลักฐานเพียงพอในการดำเนินคดี. การที่ตำรวจสภ.คลองหลวงขอให้ศาลจังหวัดธัญบุรีออกหมายจับโจทก์และศาลออกหมายจับตามคำขอ
การกระทำของตำรวจเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งในเวลาดังกล่าวมีประชาชนและนักศึกษาถูกดำเนินคดีจำนวนมากจากการเรียกร้องทางการเมืองและนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็มีบทบาทสำคัญ ความพยายามในการดำเนินคดีนักศึกษาเช่นกรณีของนายสิริชัยและการออกหมายจับโจทก์เป็นการกระทำด้วยเหตุจูงใจให้นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และอื่นๆยุติการเคลื่อนไหวและกระทำโดยขาดความระมัดระวัง เป็นการจงใจใช้กฎหมาย ศาล กระบวนการยุติธรรม เป็นเครื่องมือปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกที่กฎหมายรับรองไว้ โดยในการร้องขอต่อศาลเพื่อออกหมายจับดังกล่าว ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เพราะก่อนหรือขณะที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับนั้น เจ้าพนักงานตำรวจในสังกัดของจำเลยละเลยต่อหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อเท็จจริง แต่กลับกระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง
เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของตำรวจ เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายและถูกละเมิดชื่อเสียงอันเป็นสิทธิและเสรีภาพที่ได้รับการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง(ICCPR) ซึ่งรับรองว่า บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพและความปลอดภัยของร่างกาย จะถูกลิดรอนเสรีภาพ จับกุมหรือควบคุมโดยอำเภอใจมิได้ ขอให้ตร. ชดใช้ดังนี้
1.ขอโทษโจทก์และครอบครัว เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง และเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายและ หลักการสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคี ตร.จึงต้องประกาศขอโทษ ในกรณีการออกหมายจับผิดพลาดในครั้งนี้ ต่อไปจะกำชับให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานในสังกัดของจำเลย มิให้กระทำการในลักษณะละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์สาธารณะ และผ่านเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ทุกประเภทของสตช.เป็นเวลา 7 วัน
2.ให้ลบประวัติอาชญากร เนื่องจากแม้จะมีการถอนหมายจับแล้ว แต่โจทก์จะมีชื่อเป็นบุคคลที่เคยถูกออกหมายจับในฐานข้อมูลของตร. ซึ่งเมื่อมีการสืบค้นก็จะพบประวัติอาชญากรดังกล่าว จึงขอให้ตร.ลบข้อมูลประวัติอาชญากรที่มีอยู่ในฐานข้อมูลของสตช.
3.ให้ชดใช้ค่าเสียหาย เพราะเป็นมาตรการเชิงลงโทษเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ การออกหมายจับดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ รวมทั้งเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์ทั้งการที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องจากบ้านในสงขลามาแสดงตัวที่ปทุมธานีในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด 19 รัฐพึงตระหนักถึงการละเมิดดังกล่าวและชดใช้เยียวยาเป็นเงินจำนวนที่พอจะถือได้ว่า เป็นมาตรการเชิงลงโทษอันเกิดจากการละเมิดต่อบุคคล เพื่อให้รัฐได้ปรับปรุง แก้ไข กำกับดูแล วางมาตรการป้องกันและพัฒนาเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐ ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ ขอเรียกค่าเสียหาย 2 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป
โดยศาลนัดไต่สวนขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลวันที่ 9 สิงหาคม 64 เวลา 13.30 น.ก่อนนัดชี้สองสถานต่อไป

