ศบค. เตรียมเปิด วอล์คอินแล็บ ที่อาคารนิมิบุตร ให้ประชาชนทั่วไปที่อยากตรวจโควิด-19
พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. กล่าวว่าในเรื่องของที่ประชาชนร้องเรียนว่า ไม่สามารถหาหรือไดรับการปฏิเสธการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ในห้องปฏิบัติการ (แล็บ) นั้น ภาครัฐไม่ได้ห้ามไม่ให้ประชาชนที่มีความสงสัย และต้องการตรวจ เข้ารับการตรวจหาเชื้อ ที่ประชุมย้ำว่าเสมอว่า แล็บ ที่รับตรวจจะต้องมีมาตรฐาน ซึ่งแล็บส่วนใหญ่ได้มาตรฐานที่กำหนด แต่สำหรับการตรวจแบบ ที่เรียกว่า Rapid test หากเป็นผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง มีเชื้อปริมาณมาก สามารถตรวจจับได้จริงว่าเป็นผลบวก แต่ก็พบว่า ความไวของการตรวจแบบ Rapid test ค่อนข้างต่ำ ซึ่งหมายความว่าบางคนผลออกมาลบ แต่คนๆ นั้นอาจเป็นผู้ติดเชื้อ
ดังนั้นจะเน้นตรวจด้วย Rapid test ใน 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่เตรียมการผ่าตัด การคลอดลูก ทำฟัน หรือจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล เข้าห้องไอซียู และกลุ่มที่ถือได้ว่ามีประวัติเสี่ยงสูง เดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งการตรวจของโรงพยาบาลในสองกลุ่มนี้ ตัวเลขอยู่ที่ 300-400 รายต่อวัน ถือว่าเป็นภาระหน้างาน ดังนั้น ถ้าประชาชนที่เข้าไปขอตรวจโดยไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องผ่าตัด หรือไม่ได้มีประวัติเสี่ยงสูงใดๆ โรงพยาบาลอาจจะขอให้สิทธิ์กับผู้ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องตรวจก่อน
ทั้งนี้ ที่ประชุมศบค.ชุดเล็ก ได้หารือว่าการที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ลงตรวจจะมี 2 ส่วน คือถ้าเป็นผู้ป่วยเข้ามาขอตรวจเองด้วยประวัติสัมผัสเสี่ยงสูงกับผู้ติดเชื้อที่ยืนยันก่อนหน้านี้ พบว่าในจำนวนตรวจ 100 คน มี 90 คนเป็นผลบวก ถือว่าแม่นยำ 90% ขณะที่อีกส่วนหนึ่ง กทม.รายงานว่ามีการติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อนที่ตลาด โรงงาน เมื่อไปตั้งจุดตรวจตาม 6 กลุ่มเขต พบว่า อัตราการตรวจจับการระบาดในระบบเฝ้าระวัง พบผู้ติดเชื้อเพียง 10% ดังนั้น กทม.จึงจะปรับระบบการตรวจโดยเน้นย้ำไปในการค้นหา 2 ส่วน คือส่วนการระบาด และตรวจตามไทม์ไลน์ผู้ติดเชื้อ เพื่อติดตามว่าอาศัยอยู่ในครอบครัวกับใครบ้าง ทำงานสัมผัสเสี่ยงใกล้ชิดกับใครบ้าง
ส่วนประชาชนที่ไม่เข้าข่าย คือไม่ได้เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ไม่ได้ออกจากบ้านไปไหน แต่ต้องการตรวจเอง ในที่ประชุมได้มีการหารือเรื่องนี้ว่า ในระยะอันใกล้นี้จะเปิดศูนย์วอล์คอินแล็บ ที่อาคารนิมิบุตร เพื่อให้ไปตรวจได้ หากตรวจพบมีผลติดเชื้อก็จะมีการจัดการพิจารณาเป็นผู้ป่วยสีเขียว สีเหลือง ก็จัดสรรไปยังศูนย์พักคอย 17 จุดของ กทม. และยังจะมีเพิ่มขึ้นอีก ส่วนสีแดงก็หาเตียงรักษาในโรงพยาบาลต่อไป จึงขอให้ติดตามข้อมูลในระยะนี้ ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการตรวจหาเชื้อ และการจัดการเตียง หรือการแยกกักที่บ้านให้ติดตาม

