กรมการแพทย์-สปสช.ย้ำ! พร้อมดูแลผู้ป่วยโควิดที่บ้าน-ชุมชน
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวในเวทีเสวนาออนไลน์หัวข้อ “ติดเชื้อโควิด-19 กักตัวที่บ้านหรือที่ชุมชน ต้องทำอย่างไร หากอยากกลับไปรักษาที่ต่างจังหวัดต้องติดต่อใคร” ว่า สถานการณ์ผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในขณะนี้เพิ่มจำนวนมากขึ้น จากวันที่ 7 มิถุนายน มีผู้ป่วยครองเตียงประมาณ 20,000 ราย แต่วันที่ 7 กรกฎาคม เพิ่มเป็น 29,000 ราย เพิ่มขึ้นมากว่า ร้อยละ 45 ผู้ป่วยวิกฤตเพิ่มขึ้นจาก 700 กว่าราย เป็น 1,200 ราย เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ผู้ป่วยที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจเพิ่มจากประมาณ 250 ราย เป็น 400 ราย
ทำให้สภาพของแพทย์และพยาบาลเริ่มหมดแรงและมีบางส่วนที่ติดเชื้อ กรมการแพทย์จึงนำแนวทางโฮม ไอโซเลชั่น (Home Isolation) และคอมมูนิตี้ ไอโซเลชั่น (Community Isolation) มาใช้ โดยดูตัวอย่างจากต่างประเทศและหลักการที่ชัดเจนคือ คนไข้ต้องได้รับการดูแล โดยจะมีอุปกรณ์วัดไข้ วัดออกซิเจนให้ มีแพทย์ทำเทเลเมดิซีน (Tele-Medicine) ประเมินอาการ มีอาหารให้เพื่อไม่ ต้องออกมาในชุมชนและอาจเกิดการแพร่เชื้อ ซึ่งขณะนี้ทั่วประเทศสามารถดำเนินการได้แล้ว มีผู้ป่วยเริ่มเข้าสู่ระบบประมาณ 100 กว่าคน
“ขณะที่คอมมูนิตี้ ไอโซเลชั่น ก็สามารถทำที่วัด โรงงาน โรงเรียน หรือในชุมชน โดยมีการหารือกับเอ็นจีโอทั้งแบบที่ทำงานในชุมชนและเว็บเพจต่างๆ ที่ทำงานออนไลน์ในการขับเคลื่อนเตรียมชุมชนสำหรับทำคอมมูนิตี้ ไอโซเลชั่น ไว้ 200-300 แห่ง ให้ชุมชนดูแลผู้ป่วยโดยภายใต้การดูแลของ รพ. ซึ่งถ้าชุมชนไหนมีความสนใจสามารถติดต่อที่กรมการแพทย์ สปสช.หรือ รพ.ในพื้นที่” นพ.สมศักดิ์ กล่าว
ด้าน พญ.ประสบศรี อึ้งถาวร กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ตั้งแต่มีโควิด-19 สปสช.มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนหน่วยบริการต่างๆ ซึ่งโฮม ไอโซเลชั่น ก็เป็นอีกแนวทางที่นำมาใช้เพื่ออุดช่องว่างเรื่องการรอคอยเตียง โดย รพ.เป็นผู้ดูแลและจัดบริการรักษาที่บ้าน มีระบบการส่งส่งต่อผู้ป่วยหากอาการแย่ลง เป็นการเพิ่มคุณภาพการดูแลผู้ป่วยสีเขียวที่อยู่ที่บ้านหรือในชุมชน โดยมีบทบาทของชุมชนเข้ามาช่วยดูแลผู้ป่วยด้วย ดังนั้น จึงหวังว่าเมื่ออยู่ในสถานการณ์เตียงเต็ม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะเข้ามามีบทบาทในการทำคอมมูนิตี้ ไอโซเลชั่น ดูแลผู้ป่วยในชุมชนมากขึ้น รวมทั้งอยากกระตุ้นกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้สร้างคอมมูนิตี้ ไอโซเลชั่น ให้ครบทุกเขต
ส่วน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า การจัดโฮม ไอโซเลชั่น หลักการคือ รพ.ต้องจัดบริการที่บ้านให้เหมือนอยู่ รพ. คือมีแพทย์ดูอาการวันละ 2 ครั้ง มีอาหาร 3 มื้อ มียาให้ มีอุปกรณ์วัดไข้วัดออกซิเจนให้ และถ้าอาการเปลี่ยนแปลงต้องตรวจแล็บ เอกซเรย์ ต้องส่งต่อเข้า รพ.ทั้งหมดนี้ สปสช.จัดเตรียมงบประมาณให้ทุกส่วน โดยการจัดโฮม ไอโซเลชั่น สามารถทำได้ 2 แบบคือ ผู้ป่วยหารือกับแพทย์เพื่อรักษาที่บ้าน หรือเข้ารับการรักษาแล้วระยะหนึ่ง เมื่ออาการดีขึ้นแล้วก็กลับไปดูแลที่บ้านเพื่อเคลียร์เตียงให้ผู้ป่วยรายใหม่ ส่วนผู้ป่วยที่ต้องการกลับไปรักษาที่ภูมิลำเนาในต่างจังหวัด อยากให้ติดต่อ รพ.ปลายทาง หรือติดต่อให้ 1330 ประสานให้ หาก รพ.ปลายทางเตรียมการพร้อมก็เดินทางภายใต้การดูแลของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)
นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการ สพฉ. กล่าวว่า เมื่อช่วงเดือนเมษายน 2564 รถฉุกเฉินใช้ในการส่งผู้ป่วยสีเขียวไป รพ.สนาม โดยจำนวนผู้ป่วยที่มากขึ้นทำให้ต้องระดมรถฉุกเฉินนอกระบบเข้ามาช่วย แต่เมื่อมีการดูแลที่บ้าน ก็จะทำให้มีรถเพียงพอที่จะดูแลผู้ป่วยสีเหลือง สีแดงมากขึ้น ส่วนผู้ป่วยที่ติดเชื้อในกรุงเทพฯ หากต้องการกลับไปดูแลตัวเองที่บ้านในต่างจังหวัด ต้องดูด้วยว่าคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดอนุญาตการเดินทางหรือไม่ หากเป็นจังหวัดที่ไม่มีข้อห้าม ก็สามารถติดต่อสายด่วน 1330 ซึ่งทาง 1330 จะประสานมายัง สพฉ.เพื่อจัดรถรับส่งต่อไป และการจะโฮม ไอโซเลชั่น ต้องผ่านการเห็นชอบจาก รพ.ก่อน แต่ถ้าให้ดีที่สุดไม่ควรย้ายข้ามพื้นที่เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อ

