ผบ.ตร.กำชับตำรวจปรับกลยุทธ์ทำงาน สอดรับคุมเข้มโควิด ขยายขอบเขตรับแจ้งความออนไลน์

8.07.21 | 20:23 น.
พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.
พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.

ผบ.ตร.กำชับตำรวจปรับกลยุทธ์การทำงาน สอดคล้องมาตรการป้องกันโควิด ขยายขอบเขตรับแจ้งความออนไลน์ เพิ่มความสะดวกให้ ปชช.


เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ด้วยปัจจุบันสถานการณ์ของโรคโควิด-19 อยู่ในความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะวิกฤตด้านสาธารณสุข เห็นได้จากจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่มีจำนวนหลายรายต่อวันทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้การปฏิบัติงานด้านการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ตามนโยบายรัฐบาล เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่การทำงานด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นไปอย่างเคร่งครัด ไม่ย่อหย่อน

พล.ต.ต.ยิ่งยศกล่าวว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงให้ทุกหน่วยปรับกลยุทธ์การทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โดยให้เพิ่มความเข้มงวด กวดขัน และเคร่งครัดในการเพิ่มมาตรการป้องกันโรคอย่างเข้มข้นในสถานที่ทำการและบริเวณที่ตั้งหน่วย โดยเฉพาะ สน./สภ. หน่วยบริการประชาชน และหน่วยฝึกอบรม โดยการปฏิบัติงานหรือการประชุมในอาคารที่ทำการ ที่มีการรวมกลุ่มเป็นจำนวนมาก ให้ถือปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่งที่เกี่ยวข้อง มาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนด และหนังสือสั่งการของ ตร. ที่ได้สั่งการไว้แล้วอย่างเคร่งครัด เช่น ให้มีการเว้นระยะห่าง การคัดกรองโรค พิจารณาจัดการปฏิบัติงานเหลื่อมเวลาในแต่ละวันทำการ ตลอดจนปรับรูปแบบการทำงานผ่านระบบออนไลน์ ในกรณีที่สามารถดำเนินการได้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ และประชุมทางไกลผ่านจอภาพหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์

พล.ต.ต.ยิ่งยศกล่าวว่า กรณีพบการติดเชื้อในหมู่กำลังพลและครอบครัวของข้าราชการตำรวจในสังกัด ให้ผู้บังคับบัญชา กำกับ ดูแลในเรื่องการเข้าถึงระบบสาธารณสุข การตรวจหาเชื้อเชิงรุก และการให้ความช่วยเหลือตามสมควรแก่กรณีอย่างเหมาะสม และหากหน่วยใดขาดแคลนวัสดุ อุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ให้เร่งรัดเสนอ ตร. (ผ่าน ศปม.ตร.) เพื่อพิจารณาให้การสนับสนุนต่อไป ทั้งนี้ การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ณ จุดตรวจ จุดสกัด งานป้องกันปราบปราม งานจราจร และงานสืบสวน ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติ Standard Operation Procedure(SOP) ตามที่ ตร.สั่งการไว้แล้ว

Advertisement

พล.ต.ต.ยิ่งยศกล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและการสืบสวนจับกุม ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเน้นย้ำว่าให้มุ่งเน้นนำเทคโนโลยีมาใช้ให้มากขึ้น เช่น กล้องซีซีทีวี รวมทั้งเทคโนโลยีอื่นๆ มาใช้ป้องกันเหตุและการทำงานสืบสวนจับกุมคนร้าย เพื่อลดความเสี่ยงที่จะออกไปสัมผัสประชาชนและเชื้อไวรัสขณะออกปฏิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ดี ในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้ติดตั้งกล้องวงจรปิด ตามนโยบาย ผบ.ตร.ไปแล้วทั้งสิ้น 9,138 ตัว ใน 5,606 จุดเสี่ยงทั่วกรุงเทพมหานคร ภายในระยะเวลา 8 เดือน เป็นโครงการนำร่องในระยะที่ 1 ที่ประสบความสำเร็จได้ในระดับหนึ่ง และสร้างความเชื่อมั่นในการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งทาง ตร. จะได้ขยายการติดตั้งกล้องซีซีทีวีไปในพื้นที่อื่นๆ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังได้กำชับเรื่อง การรับแจ้งความในห้วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 หากเป็นกรณีการแจ้งเป็นหลักฐาน หรือแจ้งเอกสารหาย ที่ไม่เกี่ยวกับคดีอาญา หรือการบริการประชาชนในด้านต่างๆ ให้พิจารณาดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ ต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ หรือคำสั่งที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ผบ.ตร. ยังมีนโยบาย ขยายขอบเขตการรับแจ้งความออนไลน์ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างพัฒนาปรับปรุงระบบ ให้ครอบคลุมมากกว่าการรับแจ้งเอกสารหาย เพื่อลดจำนวนผู้มาใช้บริการบนโรงพักให้น้อยที่สุด และยังเป็นการเพิ่มความสะดวกสบายให้กับประชาชนมากยิ่งขึ้น

สำหรับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) จะต้องเป็นหน่วยหลักที่พัฒนาระบบการรับแจ้งความออนไลน์ ที่ไม่ใช่รับแจ้งแค่เรื่องเอกสารหาย แต่เป็นการรับคำร้องทุกข์ในคดีที่มีผู้เสียหายจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยไม่ยึดติดกับท้องที่ใดท้องที่หนึ่ง

รวมทั้งให้สำนักงานเทคโนโลยีการสารสนเทศและการสื่อสาร (สทส.) ต้องเป็นหน่วยสนับสนุนเทคโนโลยี มารองรับนโยบายรับแจ้งความออนไลน์ด้วย ซึ่ง ผบ.ตร.ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร รองผู้บัญชาการแห่งชาติ และคณะทำงานการสอบสวน ไปประชุมปรึกษาหารือกัน เพื่อจัดวางมาตรฐานของระบบการรับแจ้งความออนไลน์เพื่อให้เป็นรูปแบบเดียวกันทั้งประเทศ