อดีตปธ.ศาลฎีกาจี้รัฐเร่งคลอดพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม ยกเหตุไฟไหม้หมิงตี้ ร่างกฎหมายเจตนารมย์คุ้มครองชาวบ้าน กำหนดบทบาทหน้าที่หน่วยงานรัฐชัดเจน สร้างประสิทธิภาพคุ้มครองสิ่งเเวดล้อม
เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม นายไสลเกษ วัฒนพันธ์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา อดีตประธานศาลฎีกา กล่าวว่าเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานหมิงตี้ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง ซึ่งกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม เดิมมีแนวคิดจะเปิดศาลสิ่งแวดล้อมมาแล้วแต่ติดที่ว่าจะอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม หรืออยู่ในอำนาจศาลปกครอง ซึ่งหากเปิดขึ้นมาก็ไม่คิดว่าจะเป็นการแย่งงานกัน แต่ขอให้ตั้งโดยเร็วเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาอย่างที่เกิดขึ้นและกำลังจะเกิดในอนาคต ในสมัยที่ตนเป็นประธานศาลฎีกา จึงตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาและร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ ร่างพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม ได้ทำเสร็จแล้วทบทวนหลายรอบจนเสนอให้รัฐบาลซึ่งมีอำนาจไปตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไร คือได้บอกว่า ศาลสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะอยูที่ศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองก็ได้ เราไม่สน แต่ต้องมีกฎหมายวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดเล้อมที่ใช้ร่วมกันได้ เพื่อให้คดีที่ผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมมีความรวดเร็ว มีการบังคับคดีที่มีประสิทธิภาพ จากเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งนี้ถึงเวลาแล้วที่ต้องช่วยกันผลักดันกฎหมายนี้
นายไสลเกษ กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้มีความพิเศษ ตรงที่นอกจากจะบังคับเอาค่าเสียหายจากเอกชน ผู้ประกอบการที่ประมาท เลินเล่อ แล้วยังมีหลักการว่าหากหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่กำกับดูแลโรงงาน หรือกิจการที่ละเมิดก่อความเสียหายต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมแล้ว หากหน่วยงานละเลยไม่ดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายก็ถือว่าได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มีโทษ และประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย สามารถเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานของรัฐได้ นอกจากจะเรียกจากผู้ประกอบการ
ดังนั้นต่อไปนี้หน่วยงานของรัฐจะต้องไม่ดูอยู่เฉยๆ ต้องลงมาเล่น ตัวอย่างเช่น ศาลสิ่งแวดล้อมในประเทศอินเดีย โจทก์เป็นผู้ได้รับผลกระทบ ได้ฟ้องผู้ประกอบการ กับฟ้องหน่วยงานรัฐบาล ศาลพิพากษาให้ผู้ประกอบการใช้ค่าเสียหายแล้ว ศาลยังให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าเสียหาย แก่โจทก์และให้กระทำการตามที่โจทก์ร้องขออีก4-5รายการ กฎหมายตรงนี้หลักการคือใครก่อมลพิษต้องชดใช้ และเรื่องภาระการพิสูจน์ ซึ่งพยานหลักฐานอยู่ในความรู้เห็นของผู้ประกอบการ กฎหมายนี้จึงให้ผู้ประกอบการคือจำเลยมีภาระการพิสูจน์ว่าตนเองไม่ได้ก่อมลพิษ ถ้าพิสูจน์ไม่ได้คือต้องแพ้ และหากพบว่า โรงงานใดมีการปล่อยสารปนเปื้อนในอากาศ พื้นดิน หรือน้ำ ลงในแหล่งสาธารณะโดยปราศจากการคัดกรอง แล้วสารปนเปื้อนได้สะสมในร่างกาย อย่างที่จะแสดงอาการในขณะยื่นฟ้อง กฎหมายก็จะขยายเวลาการแสดงปรากฎอาการเจ็บป่วย ออกไป โดยศาลจะสงวนสิทธิ์ระยะเวลาในการบังคับแก่คดีออกไป อีกทั้งค่าปรับที่จะลงโทษนั้น และคำพิพากษาในเชิงลงโทษผู้ประกอบการจ่ายเพิ่ม หากที่โจทก์ขอมานั้นไม่เหมาะสมศาลสามารถกำหนดให้สูงขึ้นหรือกำหนดให้ถูกต้องได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากกฎหมายฉบับนี้ออกมาทันในยุคนี้ จะแก้ปัญหาทันการและตรงจุดหรือไม่ นายไสลเกษกล่าวว่า ถ้ากฎหมายออกมาเร็ว ก็จะครอบคลุมในกรณีอย่างไฟไหม้โรงงานครั้งนี้ด้วย กล่าวคือ หน่วยงานของรัฐต้องออกมาดูแล วางมาตรการต่างๆซึ่งจะช่วยได้มาก ทุกวันนี้การใช้กฎหมายยังขาดความชัดเจน เจ้าหน้าที่รัฐก็กังวล และไม่ทราบว่าจะทำได้เพียงใด ตัวอย่างคดีสารตะกั่วรั่วไหลลงแหล่งน้ำที่บ้านคลิตี้ เหตุเกิดมาเป็นสิบปี ศาลฎีกาพิพากษาเป็นที่สุดไปตั้งนาน แต่จนบัดนี้ ยังไม่สามารถแก้ไขสภาพพื้นดินสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนดีดังเดิมได้เพราะไม่มีหน่วยงานรัฐหน่วยใดออกมาทำ และไม่มีการกำหนดความชัดเจนว่าเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใด ถ้ามีกฎหมายนี้ออกมา จะทำให้พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อม และพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม ที่จะกำหนดตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจโดยตรงในการเข้าไปจัดการ และถ้าไม่ทำก็จะมีบทลงโทษ(ทางแพ่งและอาญา) เมื่อกฎหมายออกมาบังคับใช้กับ พรบ.สิ่งแวดล้อม ก็ต้องมีผู้มีอำนาจรักษาการตามกฎหมาย ซึ่งรายละเอียดตรงนี้ตนจำเนื้อหาไม่ได้แต่ในใจเพื่อให้สมศักดิ์ศรีกับปัญหาระดับชาติก็ควรให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย
“มันถึงเวลาแล้ว ที่รัฐบาลต้องตัดสินใจผลักดันกฎหมายนี้ออกมาใช้ เพราะจะทันกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน กฎหมายมีเจตนารมย์สร้างความถูกต้องคุ้มครองชาวบ้านไม่ได้มุ่งจะลงโทษผู้ประกอบการ แต่จะเป็นการสร้างความชัดเจนในการที่จะเข้ามาลงทุน เมื่อเขาทราบว่าเขาต้องทำอย่างไร เขาก็จะได้ไปวางแผนการลงทุนกำหนดต้นทุนของเขาให้เหมาะสม ก็จะได้แฟร์ๆกัน ผมเร่งผลักดันร่างกฎหมายจนเสร็จแล้ว ไม่อยากให้มองว่าเป็นการแย่งอำนาจกันระหว่างศาลยุติธรรมกับศาลปกครอง เราก็อยากได้ ศาลปกครองก็อยากได้ ตอนนี้มีร่างกฎหมายที่เหมาะเป็นกลางแล้ว ทุกคนต้องช่วยกันรณณรงค์ให้กฎหมายออกโดยเร็ว”นายไสลเกษกล่าว

