ผบ.ตร.ลุยตรวจด่านเคอร์ฟิว นครปฐม-สมุทรสาคร กำชับใช้วิจารณญาณ ควรผ่อนผันหรือไม่ เน้นเก็บข้อมูลตรวจสอบผู้กระทำผิดซ้ำ ส่วนผู้ฝ่าฝืนเคอร์ฟิวส่วนใหญ่เกิดจากการเมาสุรา
เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 14 กรกฎาคม พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. และคณะ ได้ออกตรวจเยี่ยมจุดตรวจ จุดสกัด รวมถึงจุดตรวจป้องกันอาชญากรรม กำชับการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในห้วงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน จำนวน 2 จุด ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม 1 จุด คือจุดตรวจ สภ.โพธิ์แก้ว โดยมี พล.ต.ท.ธนา ชูวงศ์ ผบช.ภ.7, นายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม, นายเชาวเนตร ยิ้มประเสริฐ ปลัดจังหวัดนครปฐม และ พ.อ. พงษ์สวัสดิ์ ภาชนะทิพย์ รอง ผอ.รมน.จ.นครปฐม ร่วมคณะตรวจเยี่ยม
และพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร 1 จุด คือจุดตรวจ สภ.กระทุ่มแบน โดยมี พล.ต.ท.ธนา ชูวงศ์ ผบช.ภ.7, นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร, นายบรรพต จันทรวงศ์ นายอำเภอกระทุ่มแบน และ พ.อ.เอกพล จูฑะพันธ์ ผู้บังคับการกรมทหารสื่อสารที่ 1 ค่ายกำแพงเพชรอัครโยธิน ร่วมคณะตรวจเยี่ยม

ทั้งนี้ ผบ.ตร.ได้มอบสิ่งของบำรุงขวัญ ได้แก่ หน้ากากอนามัย เฟซชิลด์ ถุงมือ เจลแอลกอฮอล์ ให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ พร้อมแสดงข้อห่วงใยกำลังพลที่ต้องปฏิบัติงานในช่วงการแพร่ระบาดของโรค ให้กำลังพลทุกนายปฏิบัติตามมาตรการทางสาธารณสุข D-H-M-T-T-A รวมไปถึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนให้ปฏิบัติตามมาตรการที่ ศบค. กำหนด โดยเน้นย้ำการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ไปยังพี่น้องประชาชนที่อาจยังไม่ทราบถึงประกาศ ข้อกำหนด แต่หากพบว่าพี่น้องประชาชนท่านใดที่จงใจฝ่าฝืนก็ต้องจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย อย่างเคร่งครัดโดยไม่มีข้อยกเว้น
พล.ต.อ.สุวัฒน์กล่าวว่า การตั้งจุดตรวจ จุดสกัดดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ด้วยมาตรการจำกัดการเคลื่อนย้ายและกิจกรรมของบุคคล ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งได้กำชับไปยังทุกหน่วยงานในสังกัด ให้ปฏิบัติตามประกาศ ข้อกำหนด ตามความมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 27) ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2564 ในการควบคุม ระงับ ยับยั้ง การแพร่ระบาดของโรคฯ
“โดยให้ประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัด สาธารณสุขจังหวัด ฝ่ายปกครอง เพื่อตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ตรวจตราห้ามมิให้บุคคลออกนอกเคหสถานในห้วงระหว่างเวลา 21.00-04.00 น. นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำมาตรการในการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคฯ คลี่คลาย ทั้งนี้ ผบ.ตร. ได้แนะนำให้มีการนำเทคโนโลยีที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดหาให้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการปฏิบัติหน้าที่”

พล.ต.อ.สุวัฒน์กล่าวอีกว่า ได้กำชับเจ้าหน้าที่เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมออกปฏิบัติงานช่วงฝนตก สำหรับเรื่องของการฝ่าฝืนยังพบบ้าง ก็ได้รับรายงานว่ามีการจับกุมหลายราย ที่ถูกจับคือเมาสุรา แต่ว่าคนที่เดินทางข้ามจังหวัดไปยังพื้นที่ไม่ใช่เขตควบคุมพื้นที่สูงสุดเข้มงวด อาจจะมีความล่าช้าบ้าง เราก็ผ่อนผัน แต่ก็เก็บข้อมูลไว้ เพราะหากทำหลายๆ ครั้งก็ต้องมีคำตอบว่าทำไมยังมีการฝ่าฝืนอย่างต่อเนื่อง เพราะในช่วงแรกๆ จะเป็นการทำความเข้าใจ ซึ่งก็ดีขึ้น
“ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือ สำหรับผู้ที่ออกจากบ้านมาแล้วไปเที่ยวเตร่ ไปดื่มสุรา ไปเล่นการพนัน แบบนี้ต้องถูกจับกุม ยืนยันว่าเราเอาจริง และขอร้องว่าช่วงนี้อย่าทำ ส่วนการตั้งด่านเคอร์ฟิว 3 วันที่ผ่านมา ได้ปรับปรุงเรื่องอุปกรณ์ปลีกย่อยต่างๆ มีการเก็บข้อมูลด้วยเครื่องอ่านบัตรประชาชน เก็บข้อมูลคนที่ฝ่าฝืน จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม แต่หากเก็บเป็นระบบจะทราบว่าใครที่ออกมาซ้ำๆ และจะเป็นการวัดผลตำรวจด้วย ทั้งนี้พื้นที่พบความถี่การฝ่าฝืน จะเป็นจังหวัดรอบๆ กรุงเทพมหานคร เพราะเป็นชายขอบ แต่ในกรุงเทพฯ ไม่ค่อยพบปัญหา ซึ่งปัญหาการเดินทางข้ามจังหวัด ทำให้ตำรวจต้องให้วิจารณญาณเป็นเหตุให้ผ่อนผันหรือไม่”
สำหรับการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ในพื้นที่จังหวัดที่ประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด

จำนวน 10 จังหวัด มีข้อมูล ณ วันที่ 14 กรกฎาคมเวลา 10.00 น. ดังนี้
1.พื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตั้งจุดตรวจ 88 จุด เรียกตรวจยานพาหนะ 1,214 คัน
จำนวน 1,529 คน พบผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯรวม 17 ราย มีเหตุจำเป็นและตักเตือน 8 ราย ดำเนินคดี 9 ราย
2.พื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ตั้งจุดตรวจ 11 จุด เรียกตรวจยานพาหนะ 576 คัน
จำนวน 798 คน พบผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯรวม 28 ราย มีเหตุจำเป็นและตักเตือน 24 ราย ดำเนินคดี 4 ราย
3.พื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ตั้งจุดตรวจ 10 จุด เรียกตรวจยานพาหนะ 203 คัน จำนวน 264 คน พบผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯรวม 87 ราย มีเหตุจำเป็นและตักเตือน 73 ราย ดำเนินคดี 14 ราย
4.พื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ตั้งจุดตรวจ 39 จุด เรียกตรวจยานพาหนะ 6,021 คัน
จำนวน 4,160 คน พบผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯรวม 44 ราย มีเหตุจำเป็นและตักเตือน 23 ราย ดำเนินคดี 21 ราย
รวมมีการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด จำนวน 148 จุด เรียกตรวจยานพาหนะ 8,014 คัน จำนวน 6,796 คน พบผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 186 ราย มีเหตุจำเป็นและตักเตือน 128 ราย ดำเนินคดี 48 ราย

