ฟังความเห็น ‘แอนติเจน เทสต์ คิท’ ตรวจโควิดเอง
ถือเป็นทางเลือกของประชาชนที่ตกเป็นกลุ่มเสี่ยงว่าจะติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่ กับชุดตรวจ “แอนติเจน เทสต์ คิท” หรือ Antigen Test Kit (ATK) ที่ช่วยบอกผลตรวจในเบื้องต้นก่อนนำไปสู่การรักษาตัว
ภายหลังจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชุดตรวจและน้ำยาที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยการติดเชื้อ SARS-CoV-2 (เชื้อก่อโรค COVID-19) แบบตรวจหาแอนติเจนด้วยตนเอง (COVID-19 Antigen test self-test kits) พ.ศ.2564 ลงนามโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา
เป็นการตรวจคัดกรองที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยการติดเชื้อโควิด-19 ด้วยตนเองในระยะเริ่มแรก ก่อนนำไปสู่กระบวนการตรวจวินิจฉัย ยืนยัน รักษาและป้องกันที่เหมาะสมโดยเร็ว
ชุดตรวจดังกล่าว มีวิธีการตรวจเหมือนการทำ RT-PCR คือ เก็บตัวอย่างโดยแหย่จมูกถึงคอหอย แหย่ทางช่องปาก โพรงจมูกหรือเก็บจากน้ำลาย แต่ความจำเพาะยังสู้ RT-PCR ไม่ได้
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการรอคิวตรวจแบบ RT-PCR โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในปัจจุบันสร้างความหนักใจให้กับผู้คนจำนวนมาก เพราะไม่สามารถเข้าถึงได้ในทันที หลายคนอยากจะควักกระเป๋าไปตรวจที่โรงพยาบาล แต่ก็สู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหว เพราะราคาแตะหลักพัน จึงหันมาสนใจชุดตรวจ “แอนติเจน เทสต์ คิท” ที่มีราคาในท้องตลาด ประมาณชุดละ 300 บาท
อย่างไรก็ตาม การใช้ชุดตรวจ แอนติเจน เทสต์ คิท นั้นมีเงื่อนไขหลายประการลองมาฟังคุณหมอกล่าวถึงเรื่องนี้กัน
นพ.นเรศฤทธิ์ ขัดธะสีมา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า การตรวจด้วยชุดตรวจแอนติเจน เทสต์ คิท เป็นการตรวจหาเชื้อในลักษณะเดียวกันคล้ายกับทางการแพทย์ตรวจ ทั้งการเก็บตัวอย่างจากโพรงจมูก น้ำลาย และเลือด แล้วนำไปทดสอบกับตลับทดสอบ มีระบบคล้ายกับการตรวจการตั้งครรภ์ รอประมาณ 15 นาที จะมีแถบสีบอกว่าผลของเราเป็นบวกหรือไม่ เป็นการบอกได้ในเบื้องต้นว่า มีการติดเชื้อหรือไม่
เครื่องมือชนิดนี้จะมีคุณสมบัติคือมีความจำเพาะสูง มีความไวต่ำ หมายความว่า ถ้าตรวจออกมาแล้วผลไม่ขึ้นหรือไม่เป็นนั้น ค่อนข้างที่จะเชื่อได้ค่อนข้างมากว่าจะไม่เป็นจริงๆ
ดังนั้น คนที่ตรวจแล้วพบผลเป็นบวกก็จะต้องไปตรวจซ้ำอีกทีในสถานพยาบาลที่เรามีสิทธิ เพราะเครื่องตรวจชุดนี้จะเป็นเพียงแค่เครื่องมือการตรวจคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้นเอง เพื่อค้นหาว่าเราติดเชื้อหรือไม่ แต่การจะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนาม จะต้องมีผลยืนยันทางการแพทย์ คือ ผลจากโรงพยาบาลหรือผลจากสถาบันที่ได้รับอนุญาต
“คนที่จะต้องใช้เครื่องมือชนิดนี้ควรเป็นคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติไปสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ หรือมีความผิดปกติทางเดินหายใจ ไอ เป็นไข้ มีประวัติเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจ ขอย้ำว่า การตรวจด้วยตัวนี้ไม่ใช่ผลยืนยันที่ชัดเจนในการขอเข้ารับการรักษา ถ้าตรวจแล้วผลพบว่าติดเชื้อ ต้องนำเครื่องมือนี้ไปยืนยันต่อเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเพื่อตรวจซ้ำอีกครั้ง” นพ.นเรศฤทธิ์กล่าว
ขณะที่ นพ.สุรินทร์ สืบซึ้ง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า คนที่จะขอตรวจเอง ต้องเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงจริงๆ ส่วนที่ไม่มีความเสี่ยงเลยไม่ควรที่จะนำชุดนี้มาตรวจ เพราะผลตรวจอาจคลาดเคลื่อนได้ สำหรับคนที่จำเป็นต้องตรวจเองขอให้ดูคำแนะนำของชุดตรวจ การแปรผลมีทั้งผลบวกกับผลลบ ขอย้ำว่าเมื่อเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงแล้วถึงจะเป็นบวกหรือลบก็ต้องแยกตัวออกจากคนอื่นตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข
ขณะที่ ดร.ทรงยศ คำชัย หัวหน้ากลุ่มงานควบคุมโรคติดต่อ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การที่ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศใช้ชุดตรวจแอนติเจน เทสต์ คิท ให้ประชาชนตรวจเองได้นั้น เป็นเรื่องจำเป็นเฉพาะพื้นที่ แต่สำหรับจังหวัดเชียงใหม่เรายังไม่อนุญาต เพราะยังสามารถเข้าถึงการตรวจจากโรงพยาบาลทุกแห่งได้ ขณะที่ผลของชุดตรวจนั้น ทางองค์การอนามัยโลกยังไม่รับรอง เพราะอาจมีผลทั้งจริงและปลอมได้ คืออาจมีความไม่แน่นอนได้
“สมมุติว่าประชาชนคนหนึ่งใช้ชุดตรวจแอนติเจน เทสต์ คิท แล้วผลออกมาเป็นลบปลอม เขาก็จะใช้ชีวิตแบบปกติ ไปไหนมาไหนตามสบาย ก็เท่ากับเป็นตัวการให้เกิดการระบาดได้ แต่ในโรงพยาบาลเอกชนเขาจะตรวจก่อน หากพบว่าผลเป็นบวก เขาจะทำการ Swab ซ้ำอีกที เพื่อความชัดเจนของผลตรวจ ดังนั้น คณะกรรมการโรคติดต่อจึงยังไม่เห็นด้วยที่จะให้ประชาชนไปเสี่ยงตรวจเอง เพราะโอกาสที่ผลเป็นลบได้”
ดร.ทรงยศกล่าวว่า วิธีการตรวจสารพันธุกรรมของไวรัสด้วยวิธี Real-time RT PCR เป็นวิธีที่องค์การอนามัยโลกแนะนำและประเทศไทยพร้อมใช้อยู่ในปัจจุบัน
วิธีนี้มีข้อดี คือมีความไว มีความจำเพาะสูง ทราบผลภายใน 3-5 ชั่วโมง ตรวจจับเชื้อไวรัสในปริมาณน้อยๆ ได้ และการ Swab ยกเว้นอุปกรณ์ไม่พอที่จะตรวจหาเชื้อโควิด-19 แบบกรุงเทพมหานคร และจำเป็นต้องตรวจเองที่บ้าน
“จังหวัดเชียงใหม่ยังไม่มีปัญหาในลักษณะนั้น เพราะประชาชนยังสามารถไปตรวจหาเชื้อได้ทุกโรงพยาบาล หากพบว่าตนเองมีความเสี่ยง แต่ต้องเป็นเคสที่มีความเสี่ยงจริงๆ ไม่ใช่คิดไปเองว่าตนเองเสี่ยง เช่น ไปสถานที่เดียวกับผู้ติดเชื้อ แต่มีระยะเวลาห่างกัน 10 ชั่วโมง แบบนี้ก็ไม่ใช่ ต้องเป็นกรณีที่พบผู้ติดเชื้อจริงๆ แต่ไม่ได้มีอาการมากจนเชื้อแพร่กระจายเยอะ เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะมีอาการ ไอ หรือจาม ก็มีการสวมหน้ากากปิดไว้อยู่แล้ว ทำให้มีความเสี่ยงเพียง 10-20% เท่านั้น เพราะทุกคนต่างป้องกันตนเองกันอย่างดี”

