เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมาศาลปกครอง ถนนเเจ้งวัฒนะ ศาลปกครองกลางมีคำสั่งวิธีการชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ในเรื่องคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย วิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ บ. 438/2563 ศาลปกครองกลาง ระหว่าง พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ผู้ฟ้องคดี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ,สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ,คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ, นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-4 เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคําสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายกรณีที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 387/2563 ลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2563 ให้ พล.ต.อ. วิระชัย ทรงเมตตา ผู้ฟ้องคดีสำรองราชการ
โดยศาลพิเคราะห์เเล้วเห็นว่าถึงแม้ว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงผู้ฟ้องคดีจะเป็นเหตุให้ผู้บังคับบัญชามีอำนาจออกคำสั่งให้ ผู้ฟ้องคดีสำรองราชการหรือมีอำนาจในการพักราชการ หรือมีอำนาจในการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนก็ตาม แต่ก่อนที่ผู้บังคับบัญชาจะออกคำสั่งดังกล่าวผู้บังคับบัญชาจะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นกรณีๆ ไป กล่าวคือหากผู้ได้รับคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขของกฎหมายในการสั่งให้สำรองราชการหรือสั่งให้พักราชการหรือสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนผู้บังคับบัญชาไม่มีอำนาจในการออกคำสั่งดังกล่าวได้ ซึ่งคดีนี้ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีสำรองราชการโดยการสั่งให้สำรองราชการนี้ถึงแม้ข้อ 3 ของกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือส่วนราชการใดหรือสำรองในส่วนราชการใด พ.ศ.2548 จะกำหนดไว้ว่าบุคคลที่จะถูกสำรองราชการถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนก็ตาม แต่มิใช่เงื่อนไขที่กำหนดไว้โดยเด็ดขาดว่าเมื่อข้าราชการตำรวจถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงแล้วผู้บังคับบัญชาจะต้องสั่งให้สำรองราชการทุกกรณี โดยกรณีผู้บังคับบัญชาจะสั่งให้สำรองราชการควรที่จะมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมมาประกอบการพิจารณาด้วย อีกทั้งการสั่งให้สำรองราชการจะต้องมีจุดประสงค์เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งสำรองราชการเท่านั้น หากมีการสั่งให้สำรองราชการโดยจุดประสงค์อื่นที่ไม่ได้เป็นไปตามคำสั่งให้สำรองราชการแล้วย่อมทำให้คำสั่งสำรองราชการน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย
คดีนี้ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นผู้สั่งให้ผู้ฟ้องคดีสำรองราชการตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองตามนัยมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ให้เหตุผลไว้ในคำสั่งดังกล่าวว่าเพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรมในการดำเนินการทางวินัยและอาญาและเพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการ ในภาพรวมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีสำรองราชการ แต่โดยที่ก่อนที่ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีสำรองราชการนั้นก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงหรือมีพยานบุคคลใดได้ร้องขอต่อผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ว่าผู้ฟ้องคดีไปยุ่งเหยิงกับพยานหรือเป็นอุปสรรคในการสอบสวน หรือทำให้เกิดความเสียหายให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตลอดจนหากให้ผู้ฟ้องคดียังคงอยู่ในตำแหน่งแล้ว ทำให้เกิดความเสียหายให้แก่ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 หรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 หรือบุคคลอื่นใดตามที่ระบุไว้ในคำสั่ง
ต่อมาหลังจากที่ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีสำรองราชการแล้วผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการคัดเลือกข้าราชการตำรวจที่ดำรงตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเสนอคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เพื่อให้ความเห็นชอบดำรงตำแหน่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ก่อนแล้วให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งแทนผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 1 ต.ค.2563
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ให้สัมภาษณ์แก่นักข่าวซึ่งต่อมาได้ออกอากาศในรายการเนชั่นทันข่าวเมื่อวันที่ 7 ส.ค.63 ว่าเมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับคำสั่งให้สำรองราชการแล้วผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะไม่สามารถเสนอชื่อผู้ฟ้องคดีเพื่อให้ดำรงตำแหน่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้เพราะผู้ฟ้องคดีถูกสำรองราชการอยู่ดังนั้นจากเหตุผลที่ได้วินิจฉัยมาตามลำดับจึงเห็นว่าพฤติการณ์หรือการกระทำของผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงแม้จะมิใช่ความไม่เป็นกลางโดยสภาพภายนอกตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ก็ตามแต่เห็นว่าพฤติการณ์ของผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องดังกล่าวข้างต้นจึงถือว่าผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลางโดยสภาพภายในตามมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน และกรณีผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีสำรองราชการนี้มิใช่กรณีมีความจำเป็นเร่งด่วนหากปล่อยให้ล่าช้าไปจะเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะหรือสิทธิของบุคคลจะเสียหายโดยไม่มีทางแก้ไขหรือไม่มีเจ้าหน้าที่อื่นปฏิบัติหน้าที่แทนได้ การสั่งให้ผู้ฟ้องคดีสำรองราชการจึงไม่ได้อยู่ในข้อยกเว้นของมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน
การที่ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีสำรองราชการตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติลงวันที่ 29 ก.ค.63 จึงน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีผลทำให้ประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีลงวันที่ 31 ส.ค.63 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจ (ผู้ฟ้องคดี) พ้นจากตำแหน่งน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย
คำขอของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นไปตามเงื่อนไขประการแรกดังนั้นเมื่อคำขอของผู้ฟ้องคดีเป็นไปตามเงื่อนไขทั้งสามประการข้างต้นกรณีจึงมีเหตุอันสมควรที่จะทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองตามคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ทุเลาการบังคับตามตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่สั่งให้ผู้ฟ้องคดีสำรองราชการและประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น
ทั้งนี้ตามข้อ 72 วรรคสามแห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 จึงมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดี 1 ตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่สั่งให้ผู้ฟ้องคดีสำรองราชการและประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่ให้พ้นจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโดยในส่วนคดีหลักที่ฟ้องผู้ถูกฟ้องทั้ง 4 นี้ศาลนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 22 ก.ค.นี้

