สปส.ห่วง ‘เงินบำนาญ’ ผู้ประกันตนหมด! จ่อยืดกองทุนชราภาพเพิ่มอัตราสมทบ

14.09.16 | 15:59 น.

เมื่อวันที่ 14 กันยายน นายโกวิท สัจจวิเศษ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) แถลงข่าวปฏิรูปบำนาญชราภาพ กองทุนประกันสังคม ว่า สปส.เริ่มจ่ายเงินบำนาญชราภาพเมื่อปี 2557 มีผู้ประกันตนอายุครบ 55 ปีตามกำหนดยื่นขอรับเงินบำนาญชราภาพจำนวน 20,000 ราย รวมเป็นเงิน 370 ล้านบาท ปี 2559 เพิ่มเป็น 67,000 ราย รวมเป็นเงินกว่า 1,450 ล้านบาท และปี 2560 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 200,000 ราย และภายในปี 2570 หรือ 10 ปีข้างหน้าจะเพิ่มเป็น 1 ล้านคน ใช้งบประมาณกว่า 246,524 ล้านบาท เนื่องจากประชากรผู้สูงอายุจำนวนเพิ่มมากขึ้น อายุยืนขึ้น และต้องจ่ายเงินบำนาญชราภาพนี้ไปจนกว่าผู้ประกันตนจะเสียชีวิต สะท้อนว่า สปส.ต้องจ่ายเงินบำนาญชราภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ประเมินค่าทางคณิตศาสตร์ประกันภัยของกองทุนชราภาพพบว่า หากไม่มีการปรับปรุงเลย จะใช้เงินกองทุนหมดภายใน 38 ปีข้างหน้า

นายโกวิท กล่าวว่า การปฏิรูปกองทุนบำนาญชราภาพให้เกิดความยั่งยืน ยังคงยืนยันตามแนวทางเดิมคือ 1.การปรับฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบ จากเดิมขั้นต่ำคือ 1,650 บาท ปรับเป็น 3,600 บาท และเพดานสูงสุดคือ 15,000 บาท ปรับเพิ่มเป็น 20,000 บาท 2.ขยายอายุเกษียณ จากเดิมที่กำหนดไว้ 55 ปี เป็น 60 ปี โดยจะขยายในปี 2565 เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ที่อายุใกล้ 55 ปีแล้ว ที่ต้องปรับอายุเพิ่มขึ้นเพราะคนอายุยืนขึ้นและยังทำงานอยู่ ซึ่งในต่างประเทศก็กำหนดอายุเกษียณอยู่ที่ประมาณ 60-65 ปี ที่สำคัญเมื่อขยายอายุเกษียณออกไปแล้วหากถูกเลิกจ้างหรือลาออกหลังอายุ 55 ปี ก็ยังรับเงินตามสิทธิว่างงานได้ด้วย 3.การปรับสูตรคำนวณเงินบำนาญ จากเดิมใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 5 ปีสุดท้าย ทำให้ผู้ประกันตนได้รับเงินบำนาญน้อยไม่เป็นธรรม ก็เสนอไว้ 2-3 แนวทางคือ ใช้เงินสมทบทั้งหมดที่ส่งมาเฉลี่ยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์หารด้วยอายุการทำงานทั้งหมด หรือกำหนดที่ค่าจ้าง 15 ปี หรือ 20 ปีมาคำนวณเงินบำนาญแทน

นายโกวิท กล่าวอีกว่า และ 4.การปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบ จากการศึกษาพบว่าเงินบำนาญที่จะเพียงพอต่อการดำรงชีวิตที่มีคุณภาพได้เมื่อมีอัตราการออมเงินไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 ของรายได้ จากปัจจุบันสปส.เก็บอัตราเงินสมทบจากลูกจ้างร้อยละ 3 ของค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาท และนายจ้างสมทบอีกร้อยละ 3 ของค่าจ้างของลูกจ้าง รวมร้อยละ 6 ทำให้มีการออมเงินต่ำ จึงจะมีการปรับการเก็บอัตราเงินสมทบเพิ่มฝ่ายละไม่เกินร้อยละ 5 แต่เพิ่มเฉพาะส่วนของเงินบำนาญเท่านั้น โดยขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการปรับแก้ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 โดยจะเสนอกระทรวงแรงงานภายในเดือนกันยายนนี้