รองผบช.น.ย้ำเตือนเคลื่อนคาร์ม็อบผิดกม.อีกทั้งการชุมนุมเป็นส่วนหนึ่งในการแพร่เชื้อโควิดควรรับผิดชอบต่อสังคม

28.07.21 | 12:29 น.

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.)เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดย พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รองผบช.น.)ในฐานะโฆษก บช.น. กล่าวว่ากรณีที่มีการชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุมสำคัญต่างๆภายในเดือนกรกฎาคม 2564 มีการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม ทั้งหมด 9 กลุ่ม ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ถึงปัจจุบันดังนี้  1.กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม โดยนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ (2 ก.ค.64) 2.กลุ่มไทยไม่ทน โดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ และอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ (3, 10, 11 ก.ค.64) 3.กลุ่มประชาชนคนไทย โดยนายนิติธร ล้ำเหลือ (3 ,10 ก.ค.64)  4.กลุ่มนายสมบัติ บุญงามอนงค์ จัดกิจกรรม คาร์ม็อบ (3 ,10 ก.ค.64) 5.กลุ่มโมกหลวงริมน้า โดยนายโสภณ สุรฤทธิ์ธำรง (3 ก.ค.64)  6.กลุ่มกิจกรรม “Bangkok sandbox” โดยนายพรหมศร วีระธรรมจารี (6 ก.ค.64) 7.กลุ่มอาชีวะปกป้องประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยนายธนเดช ศรีสงคราม (9 ก.ค.64)  และ8.กลุ่มราษฎร,เยาวชนปลดแอก (Free Youth) และแนวร่วมต่างๆ (18 ก.ค.64) 9.กลุ่มหมู่บ้านทะลุฟ้า โดยนายจตุภัทร์ หรือไผ่ดาวดิน บุญภัทรรักษา (22 ,24 ก.ค.64) ต่างทำกิจกรรมของตน ในเขตท้องที่ บช.น. โดยพบว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายในข้อหา ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ,พ.ร.บ.ควบคุมโรคฯ ,พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ,พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ,พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยในภาพรวม สถานีตำรวจที่เป็นท้องที่เกิดเหตุได้ตรวจพบการกระทำความผิด ได้แก่ สน.นางเลิ้ง ,ชนะสงคราม ,ดุสิต ,สำราญราษฎร์ และสน.ลุมพินี  มีการรับคำร้องทุกข์ไว้เพื่อสอบสวนดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมรวมทั้งสิ้น 18 คดี โดยขณะนี้ทราบตัวผู้กระทำผิดแล้ว จำนวน 172 ราย


กรณีการชุมนุมมั่วสุมของกลุ่มหมู่บ้านทะลุฟ้า และกลุ่มม๊อบฮาเลย์ ออกมานัดหมายการชุมนุม ในวันที่ 23 และ 25 กรกฎาคม  ที่ผ่านมาบริเวณห้าแยกลาดพร้าว, และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถึงบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล บช.น. สั่งการให้ สน.ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พหลโยธิน ,พญาไท และนางเลิ้ง ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อประกอบการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดข้างต้น โดยจะออกหมายเรียกตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องให้มารับทราบข้อกล่าวหาตามพฤติการณ์ที่ได้กระทำผิดอีกประมาณ 20 รายการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่างๆ เป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้ แต่ขอให้อยู่ในขอบเขต ไม่ควรจะละเมิดกฎหมาย ข้อกำหนด กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เป็นกติกาของสังคม หากมีผู้ใดฝ่าฝืนหรือทำเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้ ก็ย่อมจะได้รับโทษตามบทบัญญัตินั้นซึ่งเป็นบรรทัดฐานเดียวกันทั้งหมด โดยไม่มีการแบ่งแยกแต่อย่างใด

 พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวอีกว่ากรณีที่มีการนัดหมายการชุมนุมผ่านช่องทางออนไลน์ ของกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง นัดหมายวันที่ 28 และ 31 กรกฎาคม 2564 ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมชุมนุมตามสถานที่ต่างๆ ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร นั้น มีกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวน 2 กลุ่ม ดังนี้ 1.วันนี้ 28 กรกฎาคม 2564 กลุ่มราษฎรฝั่งธน จัดกิจกรรม Car Mob นัดหมายการชุมนุมเวลา 15.30-19.00 น. บริเวณปากทางสาย 4 ถนนเพชรเกษม(ขาเข้า)เมือง สิ้นสุดที่ วงเวียนใหญ่ 2.วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม 2564 กลุ่มอาชีวะพิทักษ์ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จัดกิจกรรม Car Mob นัดหมายเวลา 14.00 น. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ภายใต้กิจกรรมรวมพลังอาชีวะและประชาชนขับไล่นายกรัฐมนตรี

โฆษก บช.น. กล่าวว่าเนื่องจากขณะนี้สถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ได้ทวีความรุนแรงมีสถิติผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น โดยวันนี้ประกาศว่า มีผู้ติดเชื้อทั้งประเทศเพิ่มขึ้น 16,533 คน เสียชีวิตเพิ่ม 133 คน จึงเตือนกลุ่มผู้ชุมนุมให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม ยุติกิจกรรมหรือเลิกการชุมนุมนั้นเสีย และขอความร่วมมือยังพี่น้องประชาชนให้หลีกเลี่ยงหรืองดเว้นการเข้าร่วมการชุมนุมดังกล่าว เพราะท่านจะได้รับความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้โดยง่ายจากกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยกันเอง ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หากมีการรวมกลุ่มกันเกินกว่า 5 คน กระทำการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง กระทบต่อการใช้รถใช้ถนนของประชาชน จะต้องได้รับโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งขณะนี้ยังมีข้อห้ามออกนอกเคหสถานในช่วงเวลา 21.00 – 04.00 น. ตามข้อกำหนดฯ หากตรวจพบผู้ฝ่าฝืนก็จะมีความผิดดังกล่าวอีกส่วนหนึ่ง การกระทำของกลุ่มดังกล่าว จะเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังนี้  1.จัดกิจกรรมซึ่งมีการรวมกลุ่มกันของบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคโดยฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 2.การจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค มีความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ 3.ตั้งวาง หรือกองวัตถุใดๆ บนพื้นถนน เป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ  4.กีดขวางการจราจร ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ  และ5.ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงฯ

Advertisement

ทั้งนี้การทำกิจกรรมขับขี่รถของกลุ่มดังกล่าว ที่มีจำนวนหลายคัน บีบแตรและเร่งเครื่องยนต์เสียงดัง จะทำให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนไม่ได้รับความสะดวกในการสัญจร ทำให้การจราจรติดขัด อีกทั้งจะก่อให้เกิดเสียงดังอื้ออึง ก่อความเดือดร้อนรำคาญ และอาจทำให้เกิดอันตรายต่อประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนผู้อื่น ซึ่งอาจจะเป็นความผิดขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง