เมื่อวันที่ 14 กันยายน ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องการปรับค่าจ้างขั้นต่ำปี 2560 ซึ่งจะมีการปรับแน่นอนภายในวันที่ 1 มกราคม 2560 แต่จากการประชุมยังไม่มีการสรุปว่าจะมีการปรับขึ้นเท่าไรและอย่างไร เพราะต้องพิจารณาก่อนว่าการคำนวณค่าจ้างขั้นต่ำที่อนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดทั้ง 77 จังหวัดเสนอมานั้น มีทั้งจังหวัดที่ขอปรับขึ้นค่าจ้างและไม่ปรับนั้น มีการคำนวณถูกต้องหรือไม่ ที่ผ่านมาจะอาศัย 3 ปัจจัยในการคิดคำนวณคือ ภาวะเงินเฟ้อ สภาวะเศรษฐกิจในพื้นที่ และความสามารถในการจ่ายของนายจ้าง โดยใช้มาแล้วกว่า 10 ปี บอร์ดฯ จึงหารือว่ายังมีปัจจัยอะไรในการนำมาคำนวณเพิ่มอีกหรือไม่เพื่อสะท้อนค่าจ้างขั้นต่ำที่แท้จริง จึงได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแนวทางกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ไปศึกษาปัจจัยเพิ่มเติม ก่อนเสนอบอร์ดค่าจ้างอีกครั้งในเดือนตุลาคมนี้
“ปัจจัยที่คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ จะนำมาเป็นสูตรคำนวณเพิ่มเติมมีอยู่ประมาณ 10 ปัจจัย คือ ดัชนีค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต ราคาการผลิต ความสามารถในการผลิต มาตรฐานการครองชีพ ราคาสินค้าและบริการ ความสามารถธุรกิจ ผลิตภัณฑ์มวลรวมระดับประเทศ และสภาพเศรษฐกิจและสังคม และให้ศึกษาเทียบเคียงกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยว่า การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของเขานั้นเป็นอย่างไร เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริง และปรับให้เหมาะสมกับสภาวการณ์และความเดือดร้อนของลูกจ้างและนายจ้างมากขึ้น โดยให้เวลาประมาณ 1 เดือน แล้วให้นำเสนอต่อที่ประชุมบอร์ดค่าจ้างตุลาคมนี้” ปลัดฯ กล่าว

ทั้งนี้ ก่อนการประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง นายชาลี ลอยสูง รักษาการประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) พร้อมด้วยผู้แทน เข้ายื่นหนังสือต่อปลัดกระทรวงแรงงาน เพื่อขอให้มีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากันทั่วประเทศ โดยมี นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน เป็นผู้รับแทน ทั้งนี้ นายชาลี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ในการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างเพื่อพิจารณาผลสรุปของอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัด 77 จังหวัดนั้น มีข้อเสนอภาพรวมการปรับค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 4-60 บาท ใน 13 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี สระบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี สมุทรสาคร ภูเก็ต กระบี่ เพชรบูรณ์ สกลนคร และนราธิวาส ส่วนอีก 64 จังหวัดที่เหลือไม่เสนอขอปรับ ซึ่งทางคสรท. มองว่าไม่ควรเป็นเช่นนั้น เพราะค่าครองชีพก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มขึ้นทุกพื้นที่ จึงเสนอขอให้มีการปรับขึ้นเท่ากันในทุกจังหวัด ไม่ใช่แค่ 13 จังหวัดเท่านั้น ส่วนมติจะเป็นอย่างไรก็จะมีการหารือกันในกลุ่มกันต่อไป

