การประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 33 วันที่ 23 กันยายน ที่สวิตเซอร์แลนด์ จะมีการหารือถึงสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน ตามกลไก Universal Periodic Review หรือ UPR ประเทศไทยโดยกระทรวงยุติธรรม จัดทำรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทย เพื่อนำผลไปเผยแพร่ในที่ประชุมด้วย
โดยเมื่อวันที่ 13 กันยายน นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานการประชุม เชิงปฏิบัติการเพื่อเผยแพร่ผลการทบทวนรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยตามกลไก Universal Periodic Review หรือ UPR อันเป็นกลไกหนึ่งของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Right Council: UNHRC) เพื่อการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ มี นางกรรณิการ์ แสงทอง อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ นายธานี ทองภักดี เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และประชาชน ร่วมรับฟังกว่า 120 คน
นายชาญเชาวน์แจ้งว่า “การดำเนินงานของประเทศตามกลไก UPR รอบที่ 2 เริ่มตั้งแต่ปี 2555-2559 เป็นกระบวนการจัดทำรายงาน เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนผ่านการลงพื้นที่รับฟังความเห็น เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการยกร่างรายงาน ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบและส่งรายงานไปยัง สหประชาชาติ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ จากนั้นคณะผู้แทนไทย โดยการนำของผมได้นำเสนอรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยตามกลไก UPR ในการประชุมคณะทำงาน UPR ครั้งที่ 25 เมื่อเดือนพฤษภาคม
“การนำเสนอรายงานปรากฏว่าไทยได้รับข้อเสนอจากประเทศสมาชิกสหประชาชาติรวม 249 ข้อ ไทยตอบรับทันที 181 ข้อ และนำกลับมาพิจารณาเพิ่มเติม 68 ข้อ ส่วนมากข้อเสนอแนะที่ไทยตอบรับ คือ การพัฒนาด้านการศึกษา สาธารณสุข การคุ้มครองกลุ่มผู้เปราะบางต่างๆ เช่น เด็ก สตรี คนพิการ กลุ่มชาติพันธุ์” นายชาญเชาวน์ระบุ
ส่วนข้อเสนอแนะที่ไทยขอรับกลับมาพิจารณา นายชาญเชาวน์ชี้แจงว่า มีข้อเสนอที่เกี่ยวกับความมั่นคง การจำกัดเสรีภาพที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน การยกเลิกโทษประหารชีวิต การใช้ศาลทหาร และการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์
จากนั้นกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) และกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ร่วมกันจัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง เพื่อแจ้งให้ทราบถึงผลการทบทวนรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยตามกลไก UPR รวมทั้งพิจารณาข้อเสนอแนะที่ไทยรับกลับมาพิจารณาเพิ่มเติม
จาก 68 ข้อ ไทยรับข้อเสนอแนะเพิ่มเติมอีก 6 ข้อ คือ 1.พิจารณาการให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 189 ที่ประเทศฟิลิปปินส์เป็นผู้เสนอ 2.จัดตั้งหน่วยงานอิสระเพื่อตรวจสอบข้อกล่าวหาการทรมานทั้งหมด รวมถึงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม แคนาดาเป็นผู้เสนอ 3.ลดระดับการใช้โทษประหารชีวิต ฝรั่งเศสเป็นผู้เสนอ
4.ดำเนินการตามข้อ 83-85 ของมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหรือ “ข้อกำหนดแมนเดลลา” กำหนดให้จัดตั้งหน่วยตรวจสอบภายนอกที่เป็นอิสระที่สามารถเข้าถึงผู้ต้องขังทุกประเภทในเรือนจำทุกแห่งที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงยุติธรรม โดยสหราชอาณาจักรเป็นผู้เสนอ
5.กลุ่มสิทธิของกลุ่มต่างๆ ดำเนินการแก้ไขปัญหาความรุนแรงและการกดขี่ทางเพศทุกรูปแบบเพิ่มเติมด้วยการทบทวนข้อบทที่เกี่ยวข้องในประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ประเทศคีร์กีซสถาน เสนอ
และ 6.ยกเลิกข้อบทของกฎหมายที่ระบุว่าสามารถปรับลดอายุขั้นต่ำของการสมรสให้เป็น 13 ปี กรณีเด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศ และสามารถสมรสกับผู้ล่วงละเมิดทางเพศได้ ประเทศติมอร์-เลสเตเป็นผู้เสนอ
สรุปรวมไทยรับข้อเสนอแนะทั้งสิ้น 187 ข้อ ไม่รับ 62 ข้อ โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบผลการพิจารณาข้อเสนอแนะเพิ่มเติมดังกล่าว เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา
ทว่าจำนวนข้อเสนอที่ไทยยังไม่รับอีก 62 ข้อ นายชาญเชาวน์ชี้ว่ามีข้อเสนอเกี่ยวข้องกับการใช้ศาลทหารและศาลพลเรือนอยู่ และเมื่อมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ออกประกาศที่ 55/2559 เมื่อวันที่ 12 กันยายน ในการให้คดีบางประเภทตามประกาศดังกล่าว เช่น คดีเกี่ยวข้องกับการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา 107-112 และคดีเกี่ยวข้องกับความมั่นคงในราชอาณาจักร รวมถึงคดีขัดคำสั่ง คสช. และอาวุธสงคราม โดยคำสั่ง คสช.บอกว่านับตั้งแต่วันที่ 12 กันยายนเป็นต้นไป ถ้ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ให้ไปขึ้นที่ศาลยุติธรรม ส่วนคดีที่ค้างให้อยู่ที่ศาลทหารต่อไป
จากคำสั่งดังกล่าวส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องนำกลับมาทบทวนข้อเสนออีกครั้ง ในวันที่ 15 กันยายน ว่าไทยจะรับข้อเสนอเพิ่มได้อีกหรือไม่ หากรับข้อเสนอเพิ่มจะส่งให้ ครม.มีความเห็นชอบต่อไป
“มีหลายประเทศที่พูดถึงเรื่องนี้ ผมดูคร่าวๆ มี 10 กว่าประเทศ กระบวนการของสหประชาชาติ เราจะต้องใช้ข้อความที่ให้เรามาอย่างเคร่งครัด หมายความว่าเขาพูดว่ายกเลิกต้องยกเลิก ถ้าเห็นว่าเรายกเลิกไม่ได้ ยังคงมีค้างอยู่ จะรับข้อเสนอนั้นไม่ได้และจะไม่มีการเจรจาอีก ตรงนี้จะต้องดูข้อความที่เขาเสนอเรามาให้ชัดๆ อีกครั้ง อีกทั้งข้อเสนอที่ให้มาเป็นภาษาอังกฤษ ต้องมาแปลความ ตีความกันให้ชัดเจนเลย” ปลัดชาญเชาวน์ตั้งข้อสังเกตทิ้งท้าย
ทั้งนี้ สำหรับข้อเสนอแนะจากการนำเสนอรายงานประเทศตามกลไกยูพีอาร์ รอบที่ 2 และคำมั่นโดยสมัครใจ จากการตรวจสอบข้อมูลของมติชนพบว่ามีข้อเสนอแนะของประเทศต่างๆ ที่ประเทศไทยไม่ได้รับ 62 ข้อ อาทิ
ยุติการจับกุมหรือการกักกันตัวโดยไม่สมัครใจ และประกันให้ผู้ต้องสงสัยสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม (นิวซีแลนด์), ยุติการดำเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร โอนคดีของพลเรือนที่อยู่ในศาลทหารทั้งหมดไปที่ศาลพลเรือน สั่งการให้พิจารณาคดีใหม่ในศาลพลเรือนสำหรับคดีของพลเรือนที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดโดยศาลทหาร และแก้ไข พ.ร.บ.กฎอัยการศึก และ พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร เพื่อห้ามการดำเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร (กรีซ), ยุติการใช้พื้นที่ทหารเป็นเรือนจำสำหรับพลเรือน (ปารากวัย), ยุติการดำเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร และโอนคดีทั้งหมดไปที่ศาลพลเรือน (นิวซีแลนด์), ยุติการดำเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร (นอร์เวย์), ยุติการดำเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหารและยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 และ 13/2559 โดยทันที (สหรัฐอเมริกา)
ดำเนินการเพื่อยุติการดำเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร และโอนคดีของพลเรือนทั้งหมดในศาลทหารไปที่ศาลพลเรือน (ออสเตรีย), ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 และประกันให้พลเรือนทุกคนถูกดำเนินคดีที่ศาลพลเรือนและได้รับสิทธิในการเข้าถึงการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม ตามพันธกรณีภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของไทย (เบลเยียม), ยุติการดำเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร และโอนคดีของพลเรือนในศาลทหารไปที่ศาลพลเรือนโดยทันที (แคนาดา)
จัดทำมาตรการเพื่อปฏิบัติตามหลักกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ตุลาการตามสภาวะปกติ เพื่อให้พลเรือนสามารถถูกดำเนินคดีในศาลปกติ (คอสตาริกา), ประกันให้พลเรือนทุกคนถูกดำเนินคดีที่ศาลพลเรือนและได้รับสิทธิในการเข้าถึงการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมตามพันธกรณีภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของไทย (สาธารณรัฐเช็ก)
ยุติการดำเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหารและประกันให้พลเรือนทุกคนถูกดำเนินคดีที่ศาลพลเรือนและได้รับสิทธิในการเข้าถึงการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมและการประกันตัว (เยอรมนี) และยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 และประกันให้พลเรือนทุกคนมีสิทธิในการเข้าถึงการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมและถูกดำเนินคดีในศาลพลเรือน (ลักเซมเบิร์ก)

