เมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีการประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนงานเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ภูทับเบิก อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ และพิจารณาวางแผนขับเคลื่อนงานตามแผนการบริหารจัดการพื้นที่ภูทับเบิก ซึ่งมีนายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) พร้อมด้วย นายบัณฑิตย์ เทวีทิวารักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ นายชลทิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
นายพุฒิพัฒน์กล่าวภายหลังประชุมว่า ที่ประชุมได้หารือข้อยุติแผนแม่บทภูทับเบิกพื้นที่ 1.3 หมื่นไร่ ที่จัดทำโดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ว่าจะให้ศูนย์พัฒนาชาวเขา จ.เพชรบูรณ์ขับเคลื่อนอย่างไร พร้อมพิจารณามาตรการในแผนแม่บท ซึ่งพบว่าในรายละเอียดต้องเพิ่มหน่วยงานราชการเข้าไปอีก เช่น กรมการปกครอง มาช่วยดูทะเบียนราษฎร กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มาช่วยดูพื้นที่ ขณะเดียวกันก็ปรับเนื้อหาในแผนแม่บทให้สอดคล้องตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 35/2559 ที่ให้อำนาจผู้ว่าฯเพชรบูรณ์รื้อถอนรีสอร์ต และร้านค้าพื้นที่ภูทับเบิก ที่ประชุมจึงมีมติตั้งคณะทำงานชุดเล็ก ซึ่งมีนายณรงค์ คงคำ รองอธิบดี พส.เป็นประธานในการพิจารณาปรับแผนแม่บท ภายใน 1 สัปดาห์ ก่อนเสนอ รมว.พม.เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ เบื้องต้นคาดว่าจะเสนอเข้า ครม.ได้ประมาณปลายเดือนตุลาคมนี้
อธิบดี พส.กล่าวถึงเนื้อหาในร่างแผนแม่บทว่า ได้แบ่งสัดส่วนพื้นที่ภูทับเบิกใหม่เป็น 5 ส่วน ดังนี้ 1.พื้นที่ป่าไม้หรือพื้นที่สีเขียว ร้อยละ 62 คงสภาพความเป็นป่าไว้ พร้อมส่งเสริมการปลูกป่าทดแทน 2.พื้นที่ดินทำกิน ร้อยละ 33 ส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายตามฤดูกาล ที่ไม่ทำลายระบบนิเวศน์ เช่น พืชไฮโดรโปนิกส์ แทนการปลูกกะหล่ำปลี 3.พื้นที่ส่วนกลาง ร้อยละ 22 พื้นที่สาธารณะสร้างกิจกรรมให้ชุมชน เช่น การแสดง พร้อมส่งเสริมอาชีพจากภูมิปัญญาท้องถิ่น มีร้านค้าขายของที่ระลึก 4.พื้นที่อยู่อาศัย ร้อยละ 1.6 จัดการพื้นที่อยู่อาศัยเดิมให้เกิดประโยชน์ มีการควบคุมระบบต่างๆ และ 5.พื้นที่ผ่อนปรน ร้อยละ 1.5 เป็นพื้นที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่
ส่วนความคืบหน้าการรื้อถอนรีสอร์ทนั้น นายบัณฑิตย์กล่าวว่า รีสอร์ต 19 รายแรกที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว ได้มีการรื้อถอนแล้วโดยเจ้าหน้าที่ลงไปดำเนินการร่วมกับเจ้าของ 13 ราย และส่วนที่เจ้าของรื้อเอง 6 ราย ซึ่งรื้อถอนไปได้แล้วประมาณร้อยละ 50 เนื่องจากอาคารแต่ละหลังและแต่ละจุดพบเป็นโครงสร้างค่อนข้างหลังใหญ่ ทำให้ปริมาณงานค่อนข้างมาก อีกทั้งอุปสรรคความสูงชัน ทำให้การทำงานค่อนข้างลำบาก ประกอบกับมีอุปสรรคของฝนจากอิทธิพลพายุราอี ทำให้ต้องงดการปฏิบัติงานช่วงสัปดาห์นี้ หากสภาพอากาศดีขึ้นก็คงดำเนินการต่อเนื่องจนแล้วเสร็จ ตั้งใจว่าภายในเดือนกันยายนทั้ง 19 รายจะรื้อได้เรียบร้อย

