‘กรมอนามัย’ ย้ำ ซื้ออาหารปรุงสำเร็จที่ห้างต้องสั่งผ่านออนไลน์-เดลิเวอรี่เท่านั้น

3.08.21 | 16:00 น.

กรมอนามัย แจงซื้ออาหารปรุงสำเร็จที่ห้างต้องสั่งผ่านออนไลน์ ขนส่งเดลิเวอรี่เท่านั้น ย้ำ! ต้องทำเพื่อลดป่วย-ตายจากโควิด

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย แถลงชี้แจงแนวทางการสั่งอาหารเดลิเวอรี่อย่างไร ให้ปลอดภัยจากโควิด-19 ว่า การระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกล่าสุด มีการติดเชื้อและมีจำนวนผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ครอบคลุมทุกจังหวัดในประเทศไทย เป็นที่มาที่รัฐบาลออกมาตรการลดการติดต่อสัมผัสใกล้ชิดของคน ลดการเดินทาง ลดการออกนอกเคหสถานโดยไม่จำเป็น ห้าม งด จำกัด ปิดกิจกรรมและกิจการที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด โดยร้านอาหารเป็นส่วนหนึ่งของการจำกัดและปิด ส่งผลให้ประชาชนผู้ประกอบการที่อยู่ในห่วงโซ่ได้รับผลกระทบ ซึ่งรัฐบาลจะมีการพิจารณาเยียวยาตามมาตรการสังคมและเศรษฐกิจต่อไป อย่างไรก็ตาม ขออภัยประชาชนที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว แต่ต้องขอความร่วมมือประชาชน ทั้ง ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ที่ต้องร่วมมือกัน


นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า ประกาศมาตรการฉบับที่ 30 และคำสั่ง ศบค.ที่ 11/2564 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2564 มีผลตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2564 ข้อกำหนดในทุกพื้นที่ ส่วนร้านอาหารมี 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1.การนั่งบริโภคในร้าน 2.ระยะเวลาการให้บริการ และ 3.การบริโภคสุรา โดยแบ่งตาม 3 ลักษณะพื้นที่ ได้แก่ 1.พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 29 จังหวัด เน้นห้ามบริโภคในร้าน ให้จำหน่ายกลับไปบริโภคที่บ้าน ห้างสรรพสินค้ามีการผ่อนคลายให้จำหน่ายได้เฉพาะเดลิเวอรรี่ งดจำหน่ายหน้าร้าน เปิดได้ไม่เกิน เวลา 20.00 น. 2.พื้นที่ควบคุม 37 จังหวัด กำหนดให้นั่งบริโภคได้ เปิดได้ไม่เกินเวลา 23.00 น. และ 3.พื้นที่ควบคุม 11 จังหวัด นั่งบริโภคในร้านได้ตามปกติ เปิดร้านได้ตามเวลาที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ การบริโภคสุราในร้านอาหารยังห้าม แต่สามารถซื้อกลับไปบริโภคที่บ้านได้

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 29 จังหวัด สำหรับร้านอาหารที่จำหน่ายเครื่องดื่มภายในห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้ มอลล์ หรือสถานประกอบการอื่นที่คล้ายคลึงกัน เน้นจำหน่ายผ่านเดลิเวอรี่ เปิดได้ไม่เกินเวลา 20.00 น. เน้นย้ำเรื่อง “ไม่มีการจำหน่ายแก่ผู้บริโภคโดยตรง” เพื่อลดการติดต่อระหว่าง “ผู้จำหน่าย” กับ “ผู้บริโภค” ที่อาจไปแออัดหน้าร้านจำนวนหลายคน แต่ต้องดำเนินการภายใต้เงื่อนไขและเวลา ตามระบบและมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนด

“มีประชาชนส่วนหนึ่งสอบถามว่า ห้างสรรพสินค้าเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตให้ไปจับจ่ายใช้สอย และซื้อสินค้าเพื่อมาบริโภคในระหว่างที่ต้องกักตัวหรือทำงานที่บ้าน ถ้าหากประสงค์ว่า ไหนๆ ไปทั้งที สามารถซื้ออาหารที่ร้าน หรือร้านจำหน่ายเครื่องดื่มในศูนย์การค้า ซึ่งได้รับการผ่อนคลาย แต่เป็นลักษณะฟู้ด เซอร์วิส เดลิเวอรี่ จะได้หรือไม่ ต้องขออนุญาตตอบให้ชัดเจนว่า หากห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ หรือสถานประกอบการที่คล้ายกันนั้น สามารถจัดให้มีเดลิเวอรี่ เซอร์วิส คือ จัดให้มีบริการนำส่งอาหารหรือเครื่องดื่มของร้านที่อยู่ในห้าง โดยที่มีระบบการสั่งออนไลน์ หรือระบบโทรศัพท์ หรือระบบพนักงานให้ความช่วยเหลือ ที่ไม่ให้ผู้บริโภคไปซื้อกับผู้จำหน่ายโดยตรง ก็สามารถทำได้ ซึ่งลักษณะนี้ เราดำเนินการเช่นเดียวกันนี้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ที่มีการปิดห้าง แต่อนุญาตให้ร้านอาหารจำหน่ายโดยไม่ให้ผู้บริโภคไปแออัดที่หน้านร้านโดยตรง” นพ.สุวรรณชัย กล่าวและว่า หากไม่สามารถดำเนินการได้ ก็ไม่สามารถเปิดให้บริการได้ จำเป็นต้องให้สั่งผ่านบริการขนส่งอาหารเดลิเวอรี่เท่านั้น

Advertisement

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า มาตรการกำหนดว่า ห้างสรรพสินค้าฯ มีหน้าที่จัดระบบคัดกรอง ไม่ใช่เพียงคัดกรองอาการไข้ หรืออาการอื่นที่เกี่ยวกับโรคโควิด-19 อย่างเดียว แต่ต้องคัดกรองประวัติ และพฤติกรรมความเสี่ยงของคนทำงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบการลงทะเบียน โดยเฉพาะผู้ขนส่งอาหารก่อนเข้ามาในพื้นที่อาคารหรือสถานที่ห้างฯ จัดระบบคิว เพื่อลดความแออัด กำหนดพื้นที่เฉพาะ มีจุดพักคอยที่เว้นระยะห่างที่นั่งและยืนให้เหมาะสม รวมถึงกำกับให้มีการดำเนินการอย่างเข้มงวด

ผู้สื่อข่าวถามว่า เนื่องจากมีรายงานว่าพนักงานส่งสินค้ามีการรวมตัวกันระหว่างรอคำสั่ง บางครั้งก็จับกลุ่มคุยกันโดยไม่สวมหน้ากากอนามัย จะมีแนวทางการจัดการอย่างไร นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า ส่วนนี้ เป็นสาเหตุของโอกาสแพร่เชื้อ และเกิดกลุ่มก้อนของการระบาด พนักงานส่งอาหารโดยปกติจะมีทั้งทำงานเต็มเวลา (full Time) และพาร์ต ไทม์ (Part Time) ในส่วนของฟูล ไทม์ ผู้ประกอบการจะมีการเข้มงวดและกำกับเป็นอย่างดี บางคนได้รับการฉีดวัคซีนไปแล้ว แต่ปัญหาส่วนใหญ่จะเกิดในส่วนของ พาร์ต ไทม์ ซึ่งที่มักจะมีการร้องเรียนก็คือ จุดที่ไปรอรับอาหารและจุดรับส่งคำสั่งซื้อ แยกเป็น 2 กรณี กรณีแรก ร้านอาหารภายนอกห้างฯ ต้องขอความร่วมมือในการในการควบคุมและจัดระบบด้วย จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการลดการแพร่ระบาดมาสู่ร้านท่านเองด้วย และลดการแพร่สู่พนักงานส่งด้วย

กรณีที่ 2 ร้านในห้างฯ เราที่มีการกำหนดในข้อกำหนดฉบับที่ 30 ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2564 ว่า ห้างฯ มีหน้าที่ในการจัดระบบและควบคุมกำกับไม่ให้ไรเดอร์มารวมกลุ่ม หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรการสูงสุด ส่วนจะมีการเอาผิดหรือไม่นั้นขอชี้แจงว่า ข้อกำหนดต่างๆ ที่ออกตามมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ร่วมกับ พ.ร.บโรคติดต่อ ซึ่ง ประกาศชัดว่ากรณีที่อยู่นอกเคหสถาน หากไม่สวมหน้ากากอนามัยจะมีความผิดและคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติก็ได้ออกระเบียบตามมาตรา 34 (6) ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวัน 7 มิถุนายน มีผลวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา ก็กำหนดความผิดเรื่องการรวมกลุ่ม การไม่สวมหน้ากากอนามัย ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกัน การสูบบุหรี่หรือมีกิจกรรมนันทนาการใดๆ ก็ตาม มีความผิด หากเป็นครั้งแรกมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ครั้งที่ 2 ปรับ 1,000-10,000 บาท ครั้งที่ 3 ปรับ 10,000-20,000 บาท ซึ่งเจ้าพนักงานตามกฎหมายที่สำคัญคือ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด และคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ทุกจังหวัดมีหน้าที่ผู้กำกับให้เป็นไปตามประกาศของแต่ละจังหวัด ถือเป็นหน้าที่ แต่ส่วนสำคัญคือ ประชาชนต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ เป็นหูเป็นตา สอดส่อง ถ้าเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวก็ขอให้แจ้งไปที่จังหวัด อย่าปล่อยให้พฤติกรรมเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดโควิด- 19 ถือเป็นเรื่องปกติหรือเรื่องที่ยอมรับได้ ความสำเร็จในการควบคุมโรคเป็นความร่วมมือของทุกคน

“มาตรการต่างๆ ที่ให้ภาครัฐออกมาส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจทั้งระดับบุคคล ครัวเรือน และชุมชน อย่างยิ่ง แต่เมื่อสถานการณ์ปัจจุบันมีจำนวนผู้ติดเชื้อ เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น มีผู้ติดเชื้ออาการหนัก ซึ่งขณะนี้เกินกำลังระบบการแพทย์และสาธารณสุขจะรองรับได้ เพราะฉะนั้นมาตรการต่างๆ ที่ออกมาจึงจำเป็น เพื่อลดการติดเชื้อ และเพื่อชะลอผู้จะมีอาการหนักให้ระบบทางการแพทย์และสาธารณสุขสามารถรองรับได้ เพื่อลดการเสียชีวิต จึงขอความร่วมมือจากประชาชน ขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังพิจารณาเรื่องการลดผลกระทบดังกล่าวควบคู่กันไปด้วย “ผมเชื่อว่า 14-28 วัน จากนี้จะเป็นช่วงระยะเวลาที่สำคัญของการที่เราจะมีส่วนในการชะลอย้ำว่า เป็นการทะเลาะ เพราะว่าตอนนี้การแพร่ระบาดของโควิด- 19 เข้าไปในชุมชน และลงไปจนถึงระดับครอบครัว ครอบคลุมทุกจังหวัด สิ่งที่สำคัญคือ เราจะต้องชะลอเพื่อให้ระบบทางการแพทย์และสาธารณสุขสามารถกลับมารองรับได้ โดยกำลังทำเรื่องให้ผู้ป่วยสีเขียวดูแลตัวเองที่บ้าน หรือที่ชุมชน” นพ.สุวรรณชัย กล่าว