สธ.ชี้ โควิดป่วยปอดอักเสบพุ่ง 5,159 ราย คาดหลังล็อกดาวน์ 1-2 เดือน ยอดติดเชื้อ-ตายลดลงแน่
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม เวลา 11.30 น. กระทรวงสาธารณสุขแถลงสถานการณ์วัคซีนโควิด-19 นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กล่าวว่า วันนี้สถานการณ์โควิดทั่วโลกอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 668,000 กว่าคน เสียชีวิต 9,923 คน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2.12% ในส่วนนี้มีที่อเมริกามีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตค่อนข้างมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เฉพาะเมื่อวันวานกับวันนี้มีผู้ติดเชื้อถึง 113,000 กว่าราย เสียชีวิต 700 กว่าราย
ในประเทศแถบยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร มีประชากรใกล้เคียงกับประเทศไทย มีผู้ติดเชื้อ 31,000 กว่าคน เสียชีวิต 92 คน เทียบกับรอบๆ บ้านเรา เช่น อินโดนีเซีย มีผู้ติดเชื้อมาก 39,532 คน เสียชีวิต 1,635 คน มาเลเซียมีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตใกล้เคียงกับไทย
ไทยป่วยน้อยกว่าอเมริกา 10 เท่า ตายน้อยกว่า 22-23 เท่า
“ในส่วนของอเมริกามีอัตราป่วยกับประชากร 1 ล้านคน เมื่อเทียบกับไทยแล้ว ไทยจะน้อยกว่าประมาณ 10 เท่า ถ้าเป็นอัตราตายกับประชากร 1 ล้านคน ทางอเมริกาจะมากกว่าไทย 22-23 เท่า ดังนั้นช่วงจากนี้ 2-4 สัปดาห์ข้างหน้าเราจะต้องช่วยกันลดจำนวนผู้ติดเชื้อลง“
สำหรับภาพรวมที่อเมริกาที่ยังขาขึ้นอยู่ เนื่องจากมีการระบาดสายพันธุ์เดลต้าในหลายรัฐ พบว่ามีติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนประเทศยุโรป มีติดเชื้อพันธุ์เดลต้าในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา บางประเทศอยู่ในเทรนด์ขาขึ้นอยู่ บางประเทศก็จะลงมาเล็กน้อย
ต้องติดตามว่าการฉีดวัคซีนให้มากกว่า 50% ในกลุ่มประชากรในส่วนของประเทศยุโรปจะสามารถช่วยลดการเสียชีวิตและลดการติดเชื้อได้มากน้อยแค่ไหน เท่าที่ดูในขณะนี้ที่สหราชอาณาจักรเริ่มมีผู้ป่วยและเสียชีวิตลดลง ขณะที่ฝรั่งเศสกับสเปนก็ลดลง ส่วนเยอรมันกับอิตาลียังขาขึ้น
“วัคซีนที่ฉีดไป ในส่วนของอเมริกาฉีดไปแล้ว 54.5% สหราชอาณาจักร 64.2% อินโดนีเซีย 18% ตอนนี้ ทั่วโลกฉีดแล้ว 4,320 ล้านโดส เราต้องเร่งฉีดให้กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง”
วันนี้ยอดหายป่วยใกล้เคียงผู้ป่วยใหม่
นพ.จักรรัฐกล่าวอีกว่า วันนี้สถานการณ์ในประเทศ มีสัญญาณเป็นชิงบวก พบหายป่วยแล้ว21,108 ราย ใกล้เคียงกับผู้ป่วยรายใหม่ 21,839 ราย แสดงให้เห็นว่าระบบบริการที่ตอนนี้พยายามเต็มที่ให้ผู้ป่วยมีอาการหนักและอาการรุนแรงได้รับการรักษาเร็วขึ้น ถ้าสามารถหมุนเตียงได้เร็วขึ้นแบบนี้ จะทำให้การรักษาอาการได้ครบถ้วนมากขึ้น
ป่วยปอดอักเสบยังสูง 5,159 ราย
“กลุ่มหายป่วยวันนี้เป็นกลุ่มในโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม 18,834 ราย ในเรือนจำ 455 ราย ในระบบการกักตัวที่บ้านและชุมชน 1,819 ราย กำลังรักษาอยู่ 213,444 ราย ป่วยปอดอักเสบยังสูง 5,159 ราย ใส่ท่อหายใจ 1,060 ราย เสียชีวิต 212 ราย เสียชีวิตสะสม 5,972 ราย”
สำหรับข้อมูลผลการตรวจ Antigen Test kit (ATK) ที่กรุงเทพฯมีเก็บข้อมูลมาตลอด สัดส่วนคนที่ได้รับการตรวจและผลบวกประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ ช่วงนี้จะเห็นว่ากรุงเทพฯอยู่ในแนวโน้มสถานการณ์การติดเชื้อค่อนข้างคงตัวอยู่ที่ประมาณ 10% ถ้าต่อไปยังลดลงเรื่อยๆ จะเป็นแนวโน้มสัญญาณที่ดี ช่วยทำให้เห็นภาพว่าการฉีดวัคซีนเริ่มมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากที่ลดการแพร่เชื้อจากครอบครัวหนึ่งสู่ครอบครัวหนึ่ง หรือภายในบ้าน ที่ลดลงอย่างมาก ซึ่งทั่วประเทศที่ได้รับการตรวจ ATK มีผลบวก 6,026 ราย
เร่งฉีดวีคซีนกลุ่ม 608 ลดป่วย เสียชีวิต
ด้านการเสียชีวิตวันนี้ที่ค่อนข้างมาก 212 ราย อยู่ในกรุงเทพฯ 99 ราย ปริมณฑล 46 ราย ภาคใต้ 18 ราย ภาคอีสาน 13 ราย ภาคเหนือ 11 ราย ภาคกลางและภาคตะวันออก 25 ราย เป็นคนไทย 207 ราย เมียนมา 2 ราย จีน 2 ราย อินเดีย 1 ราย เป็นชาย 116 ราย หญิง 96 ราย
“ใน 212 ราย เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 67%หรือ 141 ราย กลุ่มอายุน้อยกว่า 60 ปี 32% เป็นโรคเรื้อรัง 55 รายหรือ 26% อีก 6% หรือ 14 ราย ไม่มีประวัติโรคเรื้อรังตั้งครรภ์ 2 รายหรือ 1% ดูแล้วการเสียชีวิตมากสุด 93% คือกลุ่มผู้สูงอายุกับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และตั้งครรภ์หลัง 12 สัปดาห์ไปแล้ว หรือกลุ่ม 608 เป็นกลุ่มคนมีโอกาสป้องกันโรคได้ด้วยการฉีดวัคซีน ต้องได้รับการฉีดวัคซีนโดยด่วน จะช่วยทำให้ลดการป่วย และตายลงไปได้มาก”
ตาย 212 ราย พบไม่ฉีดวัคซีน 172 ราย
ทั้งนี้ผู้เสียชีวิตเมื่อเชื่อมโยงกับการฉีดวัคซีน พบว่ามี 192 รายหรือ 91% ไม่เคยรับการฉีดวัคซีน 172 ราย หรือ 89.58% ได้รับวัคซีน 1 เข็มมี 19 ราย เป็นแอสตร้าเซนเนก้า 17 ราย ซิโนฟาร์ม 2 ราย และวัคซีน 2 เข็ม 1 ราย เป็นซิโนแวค
เปิดโมเดลคาดการณ์ยอดติดเชื้อ-ตายหลังล็อกดาวน์ 1-2 เดือน
นพ.จักรรัฐกล่าวอีกว่า ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขได้ทำตัวเลขโมเดลคาดการณ์การติดเชื้อโควิด ถ้าคาดการณ์ว่าล็อกดาวน์วันที่ 20 กรกฎาคม-31 สิงหาคม (เส้นสีน้ำเงิน) จะช่วยทำให้การแพร่โรคจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งลดลงได้ 20% ส่วนตัวเลขคาดการณ์ล็อกดาวน์นาน 2 เดือนการล็อกดาวน์จะมีประสิทธิภาพ 25% (เส้นสีเขียว)โดยต้องเร่งฉีดวัคซีนผู้สูงอายุทั้งประเทศถึงเป้าหมายใน 1-2 เดือน
“ขณะที่สถานการณ์จริง (เส้นสีส้ม) วันนี้ติดเชื้อเพิ่ม 21,839 ราย ถ้าล็อกดาวน์ถึงวันที่ 31 สิงหาคม จะอยู่ที่ 22,413 ราย ถ้านาน 2 เดือนจะเหลือ 12,652 ราย หมายความว่าการล็อกดาวน์ยังมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ 20% อยู่ การเร่งฉีดวัคซีนจะยังไม่ออกผลจนกว่าจะฉีดผู้สูงอายุ และกลุ่มเป้าหมาย 608 ให้ครบถ้วนมากกว่านี้ ถึงจะดันยอดผู้ติดเชื้อลงมาได้ “
ดังนั้นคงต้องตั้งเป้าถึงจะปรับสถานการณ์จริงให้ใกล้เคียงกับตัวเลขที่คาดการณ์ เพื่อลดความรุนแรงของโรค ลดการติดเชื้อให้ได้ มี 3 อย่างหลักๆ ตั้งเป้าดำเนินการในดือนสิงหาคมนี้ คือ เร่งค้นหาผู้ติดเชื้อด้วย ATK เพิ่มทีม CCR ดูแลที่บ้านและมีศูนย์พักคอยรับกลับบ้าน บริหารจัดการระบบเตียงที่ปลายทางได้ชัดเจนมากขึ้น
“ถามว่าจะทำยังไงให้ตัวเลขการติดเชื้อลงมาแตะที่เส้นสีเขียวที่คาดการณ์ล็อกดาวน์ มีประสิทธิภาพ 25% นาน 2 เดือน คือ ช่วงวันที่ 20 สิงหาคม ลดอยู่ที่ 13,652 ราย วันที่ 4 กันยายน อยู่ที่ 16,325 ราย ซึ่งการลดจำนวนการติดเชื้อ ต้องงดรับเชื้อนอกบ้าน งดแพร่เชื้อในครอบครัว ถ้าสงสัยรีบไปตรวจ ATK“
สำหรับสถานการร์ผู้เสียชีวิต จากตัวเลขคาดการณ์ จากโมเดลเส้นสีน้ำเงินคาดการณ์ล็อกดาวน์ 20 กรกฎาคม-31 สิงหาคม มีประสิทธิภาพ 20% และสีเขียวล็อกดาวน์มีประสิทธิภาพ 25% นาน 2 เดือน มีการตั้งธงว่าผู้สูงอายุในพื้นที่ 29 จังหวัดสีแดง ต้องฉีดในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ 70% และจังหวัดอื่นๆ ให้ได้ประมาณ 50% เพื่อกดยอดผู้เสียชีวิต 212 รายลงมาอยู่ที่เส้นสีเขียวลงลงเหลือ 145 ราย ในวันที่ 30 สิงหาคมนี้ และต้องรีบนำกลุ่มโรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์เร่งไปฉีดวัคซีนก่อนเพื่อลดอาการติดเชื้อ
คนแห่กลับต่างจังหวัดดันยอดพีคอีก 2 สัปดาห์
นพ.จักรรัฐได้ตอบคำถามการคาดการณ์ผู้ติดเชื้อเพิ่มในต่างจังหวัดอีก 2 สัปดาห์ว่า ในส่วนของต่างจังหวัดดูจากกราฟมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 3 ส่วน คือกลุ่มแรกคือ ผู้ที่ติดเชื้อเดินทางกลับจากกรุงเทพฯ หรือผู้ที่เดินทางจากพื้นที่ระบาดกรุงเทพฯ ปริมณฑล ชลบุรี อยุธยา กลับไปภูมิลำเนาเพื่อรักษา โดยเฉพาะภาคอีสานและภาคเหนือตอนล่าง ในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มนี้ถ้ามีติดต่อไปที่โรงพยาบาลก่อนจะลดการติดเชื้อได้
กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่กลับไปล่วงหน้าไม่ได้ประสานโรงพยาบาลและคิดว่าตัวเองไม่ติด แต่กลับไปจริงๆ แล้วอาจจะมีความเสี่ยงก็ได้ เช่น ติดเชื้อแล้วไม่มีอาการ หรือไม่ทราบว่าติดเชื้อไปแพร่เชื้อให้ครอบครัว
กลุ่มที่สาม ในพื้นที่จังหวัดเองมีกลุ่มโรงงาน สถานประกอบการค่อนข้างมาก และกลุ่มคนค้าขาย ส่งของในตลาด หรือชุมชน มีการแพร่เชื้อเช่นกัน ใน 3 กลุ่มนี้ต้องพยายามควบคุมให้ได้ ผู้ที่เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือทำธุรกิจในพื้นที่ระบาดหนักต้องคิดเสมอว่าตัวเองมีความเสี่ยงแล้ว จะลดการแพร่เชื้อได้
“สถานการณ์ในช่วงอีก 2 สัปดาห์ แม้ว่าตอนคาดการณ์เราจะคาดว่าถึงจุดติดเชื้อเยอะสุด ถ้าการควบคุม ป้องกันตัวเอง ทำได้ดี ไม่แพร่เชื้อให้คนในครอบครัว จะไม่เห็นสถานการณ์เช่นนี้ แต่ต้องป้องกันตัวเอง เร่งฉีดวัคซีนสูงอายุให้มากที่สุด รวมสตรีมีครรภ์ ผู้มีโรคเรื้อรังด้วย“ นพ.จักรรัฐกล่าวทิ้งท้าย


