ศบค.เผย ยอดติดเชื้อโควิดวันนี้ทะลุ 21,838 ราย ดับ 212 ราย กรุงเทพฯ ดับ 99 พบคลัสเตอร์ใหม่ 5 แห่ง 4 จังหวัด สมุทรปราการ-ชลบุรี-นครปฐม-นนท์ คุมเข้มด่านตรวจเข้มแข็ง
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 7 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย ว่า วันนี้พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 21,838 ราย จำแนกเป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ 17,160 ราย ค้นหาเชิงรุกในชุมชน 3,751 ราย ติดเชื้อจากผู้เดินทางต่างประเทศ 4 ราย และติดเชื้อในเรือนจำ/ที่ต้องขังเพิ่ม 923 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะสม 707,659 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะสมตั้งแต่ปี 2563 736,522 ราย หายป่วยเพิ่มวันนี้ 21,108 ราย หายป่วยสะสม 489,586 ราย หายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 517,012 ราย วันนี้มีผู้เสียชีวิต 212 คน เสียชีวิตสะสม 5,972 คน เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 รวม 6,066 คน ส่วนผู้ป่วยรักษาอยู่ 213,444 ราย แบ่งเป็นรักษาในโรงพยาบาล 78,773 ราย โรงพยาบาลสนาม 134,671 ราย อาการหนัก 5,159 ราย และใส่เครื่องช่วยหายใจ 1,060 ราย ขณะที่จำนวนผู้รับวัคซีนสะสมตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 6 สิงหาคม รวม 20,280,108 โดส ใน 77 จังหวัด จำนวนผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 สะสม 15,687,291 ราย เข็มที่ 2 สะสม 4,406,723 ราย และเข็มที่ 3 สะสม 186,094 ราย

รายงานระบุต่อว่า สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่ 21,838 ราย แบ่งเป็น ติดเชื้อในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ไม่รวมเรือนจำ 9,015 ราย 4 จังหวัดภาคใต้ ไม่รวมเรือนจำ 813 ราย จังหวัดอื่นๆ (67 จังหวัด) 11,083 ราย และเรือนจำ/ที่ต้องขัง 923 ราย ส่วนผู้เสียชีวิต 212 ราย แบ่งเป็น ชาย 116 ราย หญิง 96 ราย คนไทย 207 ราย เมียนมา จีน อย่างละ 2 ราย และอินเดีย 1 ราย ค่ากลางอายุ 67 ปี (31-97 ปี) อายุ 60 ปี ขึ้นไป 141 ราย อายุต่ำกว่า 60 ปี มีโรคเรื้อรัง 55 ราย ไม่มีโรคเรื้อรัง 14 ราย ตั้งครรภ์ 2 ราย โดยกรุงเทพมหานครเสียชีวิตสูงสุด 99 ราย สมุทรปราการ 23 ราย สมุทรสาครและชลบุรี 10 ราย ปทุมธานี 7 ราย ปัตตานีและสงขลา จังหวัดละ 5 ราย อ่างทอง 4 ราย นนทบุรี นครปฐม นราธิวาส อุดรธานี อุบลราชธานี กำแพงเพชร นครสวรรค์ จังหวัดละ 3 ราย ระนอง สตูล ขอนแก่น ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี จังหวัดละ 2 ราย นครศรีธรรมราช ชัยภูมิ ยโสธร ศรีสะเกษ สกลนคร อำนาจเจริญ ลำปาง เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ ชัยนาท ตาก เพชรบุรี ตราด ระยอง สระแก้ว และสิงห์บุรี จังหวัดละ 1 ราย ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มีโรคประจำตัวหรือปัจจัยเสี่ยงต่อความรุนแรงของโรค อาทิ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคไต โรคหัวใจ ติดเตียง เป็นต้น ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 ยังคงติดจากคนในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน อาศัยอยู่ในพื้นที่ระบาด การเข้าไปสถานที่แออัด อาชีพเสี่ยง เป็นต้น ค่ากลางเวลา (ทราบผิดติดเชื้อ-เสียชีวิต) 10 วัน นานสุด 38 วัน เสียชีวิตที่บ้าน 4 รายแบ่งเป็นสมุทรปราการ 3 ราย สงขลา 1 ราย ส่วนผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 4 ราย แบ่งเป็น ตุรกีและมาเลเซีย ประเทศละ 1 ราย เมียนมา 2 ราย

รายงานระบุต่ออีกว่า สำหรับ 10 อันดับจังหวัดที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศรายใหม่สูงสุด อันดับ 1 ยังคงเป็นกรุงเทพมหานคร (กทม.) ติดเชื้อรายใหม่วันนี้ 4,221 ราย ยอดสะสม 178,910 ราย อันดับ 2 สมุทรปราการ 1,428 ราย ยอดสะสม 46,954 ราย อันดับ 3 ชลบุรี 1,418 ราย ยอดสะสม 34,859 ราย อันดับ 4 สมุทรสาคร 1,372 ราย ยอดสะสม 39,601 ราย อันดับ 5 นครปฐม 781 ราย ยอดสะสม 15,369 ราย อันดับ 6 นนทบุรี 699 ราย ยอดสะสม 29,066 ราย อันดับ 7 สระบุรี 595 ราย ยอดสะสม 9,419 ราย อันดับ 8 ปทุมธานี 514 ราย ยอดสะสม 22,638 ราย อันดับ 9 ฉะเชิงเทรา 448 ราย ยอดสะสม 13,484 ราย และอันดับ 10 อุบลราชธานี 396 ราย ยอดสะสม 7,352 ราย

สำหรับการระบาดในจังหวัดที่มีรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้น พบคลัสเตอร์ใหม่กระจายตามจังหวัดต่างๆ จำนวน 5 คลัสเตอร์ 4 จังหวัด ได้แก่ 1.จ.สมุทรปราการ ที่บริษัทของใช้ในบ้าน เมืองสมุทรปราการ พบผู้ติดเชื้อ 18 ราย และบริษัทอาหารแช่แข็ง บางพลี พบผู้ติดเชื้อ 11 จังหวัด 2.จ.ชลบุรี ที่โรงงานพ่นสี บ้านบึง พบผู้ติดเชื้อ 19 ราย 3.จ.นครปฐม ที่บริษัทผลิตภัณฑ์อาหาร บางเลน พบผู้ติดเชื้อ 14 ราย และ 4.จ.นนทบุรี ที่โรงงานเสื้อผ้า เมืองนนทบุรี พบผู้ติดเชื้อ 9 ราย

จากที่ประชุม ศบค. มีการพูดถึงแนวทางการปฏิบัติตามข้อกำหนดฯ ฉบับที่ 28 (ทบทวน) ให้ประชาชนงดการเดินทางเข้า-ออก พื้นที่สีแดงเข้มตลอด 24 ชั่วโมง ช่วงเวลาเคอร์ฟิว 21.00-04.00 น. เว้นมีเหตุจำเป็น เพื่อบังคับใช้มาตรการห้ามเคลื่อนย้ายเข้า-ออกพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 13 จังหวัดนั้น จะนำข้อยกเว้นตามมาตรการห้ามออกนอกเคหสถาน ตามข้อกำหนดฯ ฉบับที่ 27 ข้อ 4 และข้อ 5 มาบังคับใช้โดยอนุโลม ซึ่งจะต้องแสดงหลักฐานตามที่กำหนด สำหรับบุคคลที่มีความจำเป็นอื่นๆ นั้น มีแนวทางดำเนินการ ใน 3 ลักษณะ ดังนี้ คือ 1.การขอเอกสารใบอนุญาต/ใบรับรองของพนักงานเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ ผู้อำนวยการเขต หัวหน้าสถานีตำรวจ หรือผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เพื่ออนุญาต หรือมีเอกสารรับรองความจำเป็นจากหน่วยงาน 2.กรณีไม่มีเอกสารตามข้อ 1. ประชาชนสามารถลงทะเบียนแสดงความจำเป็นในการเดินทาง (กรณีจำเป็นอย่างยิ่ง) ผ่านทางเว็บไซต์ “หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” https://covid-19.in.th เพื่อจะได้ QR Code มาแสดงกับเจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจ และ 3.บันทึกการเดินทางผ่านด่าน โดยสแกนคิวอาร์โค้ดไทยชนะที่ด่านตรวจเข้มแข็ง
สำหรับแนวทางการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่บริเวณด่านตรวจเข้มแข็ง มีดังนี้ คือ 1.ตรวจเอกสารใบอนุญาต/ใบรับรองของพนักงานเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ ผู้อำนวยการเขต หัวหน้าสถานีตำรวจ หรือผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เพื่ออนุญาต หรือมีเอกสารรับรองความจำเป็นจากหน่วยงาน 2.กรณีไม่มีเอกสารตามข้อ 1.ประชาชนสามารถลงทะเบียนแสดงความจำเป็นในการเดินทาง (กรณีจำเป็นอย่างยิ่ง) ผ่านทางเว็บไชต์หยุดเชื้อ เพื่อซาติ https://covid-19.in.th เพื่อจะได้คิวอาร์โค้ดมาแสดงกับเจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจ ซึ่งเจ้าหน้าที่หน้าด่านสามารถใช้โทรศัพท์สแกนคิวอาร์โค้ดที่ประชาชนได้จากการลงทะเบียนเว็บไชต์ จะมีข้อมูลขึ้นมาบนโทรศัพท์เจ้าหน้าที่เพื่อใช้ตรวจสอบควบคู่กับการตรวจบัตรประชาชนหรือเอกสารประกอบอื่นๆ
3.บันทึกการเดินทางผ่านด่าน โดยให้ประชาชนสแกนคิวอาร์โค้ดไทยชนะ บริเวณด่านตรวจเข้มแข็ง หากเป็นไปได้ควรสแกนทุกคนเพื่อวัตถุประสงค์ในการควบคุมโรค และ 4.หากไม่มีเอกสารใดๆ เลย ให้แนะนำการดำเนินการ สำหรับประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบเว็บไซต์ ให้บันทึกการเดินทางและแนะนำการขอเอกสารรับรองที่ถูกต้องต่อไป การอนุญาต ให้ผ่านด่าน ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ และเก็บข้อมูลโดยใช้ Covid Control ของตำรวจสแกนบัตรประชาชน
ทั้งนี้สำหรับแนวทางการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่บริเวณด่านตรวจเข้มแข็ง จังหวัดสีแดงเข้ม (29 จังหวัด) มีดังนี้ คือ 1.ปฏิบัติตามแนวทางเดิมตามข้อกำหนดฯ ฉบับ 28 ที่ผ่านมา 2.เพิ่มความเข้มข้น ในการตรวจคัดกรองประชาชนที่ผ่านด่านตรวจเข้มแข็ง เพื่อชะลอ สกัดกั้นสร้างเงื่อนไขให้ประชาชนไม่เดินทาง หรือเดินทางให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น 3.จัดตั้งจุดตรวจ/ด่านตรวจ ภายในจังหวัดเพิ่มเติมตามความเหมาะสม ในเวลา 07.00-09.00 น. และเวลา 16.00-18.00 น. หมุนเวียนสถานที่ 4.การตรวจสถานกิจการ/กิจกรรม ที่ถูกสั่งปิดตามข้อกำหนดฯ ให้ปฏิบัติตามมาตรการ 5.การตรวจการฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตาม ข้อกำหนด และการลงโทษตามกฎหมาย 6.การรายงาน ผลการปฏิบัติให้ ศปม.ทราบ 7.การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรค อย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของประชาชน และเจ้าหน้าที่ และ 8.การสนับสนุนการปฏิบัติงานของกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งจังหวัดต่างๆ ที่มีการแพร่ระบาด ขอให้เหล่าทัพต่างๆ ให้การสนับสนุนอย่างเต็มขีดความสามารถ เพื่อเน้นการช่วยแก้ปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน


