เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม นางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา ได้ออกสารประธานศาลฎีกา เนื่องในวันรพี 7 สิงหาคม ความว่า “ท่านผู้พิพากษา ข้าราชการศาลยุติธรรม และบุคลากรในศาลยุติธรรมที่รักทุกท่าน
ในโอกาสที่ วันรพีซึ่งตรงกับวันที่ 7 สิงหาคม อันเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ซึ่งนักกฎหมายในทุกสาขาวิชาชีพได้พร้อมใจกันยกย่องพระองค์เป็นองค์บิดาแห่งกฎหมายไทย ด้วยประจักษ์ในพระปรีชาและพระกรณียกิจในทางกฎหมายอันนำมาซึ่งประโยชน์นานัปการแก่ประเทศชาติและประชาชน ได้เวียนมาบรรจบอีกครั้งในปีนี้ ดิฉันขอเชิญชวนท่านผู้พิพากษา ข้าราชการศาลยุติธรรม และบุคลากรในศาลยุติธรรมทุกท่านพร้อมกันแสดงกตเวทิตาต่อพระกรุณาธิคุณขององค์บิดาแห่งกฎหมายไทยที่ทรงมีต่อราชการศาล ด้วยการสืบสานพระปณิธานแห่งการทรงงานโดยตลอดพระชนม์ชีพเพื่อรับใช้ประเทศชาติ โดยน้อมนำแบบอย่างในการทรงงานมาเป็นหลักในการประพฤติและปฏิบัติราชการศาลยุติธรรม เพื่อยังประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน
ด้วยประเทศของเรายังคงประสบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อย่างต่อเนื่อง การให้ความร่วมมือในการรักษาระยะห่างทางสังคม ใช้ชีวิตวิถีใหม่ และปฏิบัติตามมาตรการเกี่ยวกับสุขอนามัยและระบบสาธารณสุขที่ทางราชการกำหนด ทำให้ศาลยุติธรรมทั่วประเทศต้องปรับวิธีการในการทำงานและกิจกรรมต่างๆ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้มาติดต่อราชการเป็นสำคัญที่สุด ส่งผลให้กิจกรรมวันรพีของศาลยุติธรรมทั่วประเทศต้องปรับลดรูปแบบและลักษณะของการจัดงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ แต่ในภาวะเช่นนี้การจัดกิจกรรมที่เรียบง่ายโดยคำนึงถึงสุขอนามัยของผู้ที่เกี่ยวข้อง ก็สามารถกระทำได้โดยสมพระเกียรติและมิได้เป็นอุปสรรคต่อศาลยุติธรรมในการแสดงออกซึ่งความสำนึกในพระกรุณาธิคุณของพระองค์แต่อย่างใด ทั้งยังเป็นแบบอย่างแก่หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม สถานศึกษาวิชากฎหมาย และประชาชน ถึงความตระหนักและรับผิดชอบต่อสังคมในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อดังกล่าวอีกด้วย
การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มิได้ส่งผลต่อปัญหาด้านสุขอนามัยของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย ซึ่งในระยะยาวปัญหาดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบให้เกิดข้อพิพาททางด้านแรงงาน ชีวิต ทรัพย์สิน สถาบันครอบครัว และอื่นๆ เข้าสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมมากขึ้น และในบางปัญหาไม่ใช่บริบทที่เคยเกิดขึ้นในประเทศมาก่อน หากศาลยุติธรรมโดยท่านผู้พิพากษา ข้าราชการศาลยุติธรรม และบุคลากรในศาลยุติธรรมทุกท่าน จะได้ทุ่มเทศักยภาพของตนอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้ศาลยุติธรรมเป็นหลักในการยุติข้อพิพาทในสังคมภายใต้การปฏิบัติราชการวิถีใหม่ ด้วยความเท่าทันต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ด้วยความห่วงใยต่อสุขอนามัยของผู้ต้องมาติดต่อราชการศาล ด้วยความเข้าใจต่อสภาพปัญหาเฉพาะตัวของคู่ความ และถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง แม้ประชาชนจะเป็นทุกข์ที่ต้องมีคดีความ แต่ก็คงเชื่อมั่นและอุ่นใจที่มีศาลยุติธรรมเป็นองค์กรหลักในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประเทศชาติ สมดังพระปณิธานขององค์บิดาแห่งกฎหมายไทย
ดิฉันขอถือโอกาสนี้ส่งความปรารถนาดีมายังทุกท่าน และขอเป็นกำลังใจแก่ทุกท่านในการก้าวผ่านปัญหาและอุปสรรคของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อร้ายแรงนี้ไปได้ด้วยกัน”

