โควิดคร่าชีวิตคนไทยเพิ่ม 149 คน รวมทารก 4 เดือน แนะบ้านมีคนแก่-เด็ก ต้องแยกห้องนอน

9.08.21 | 14:58 น.

ยอดติดเชื้อวันนี้ 1.9 หมื่นราย ดับ 149 ราย มีทารก 4 เดือนด้วย แนะ บ้านมีคนแก่-เด็ก ต้องแยกห้องนอน ย้ำ ATK ผลเป็นบวกเข้าระบบได้เลย ไม่ต้องรอ RT-PCR

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 19,603 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 19,278 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 16,119 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุกในชุมชน 3,159 ราย จากเรือนจำและที่ต้องขัง 313 ราย และเป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 12 ราย


พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 776,108 ราย ผู้หายป่วยเพิ่ม 19,819 ราย หายป่วยสะสม 555,334 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 214,421 ราย อาการหนัก 5,218 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 1,084 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 149 ราย เป็นชาย 84 ราย หญิง 65 ราย พบใน กทม.มากสุด 54 ราย รองลงมาคือ สมุทรปราการ 20 ราย มีผู้เสียชีวิตที่บ้าน 26 ราย อยู่ที่ กทม. 24 ราย ชลบุรี 2 ราย โดยผู้เสียชีวิตวันนี้อยู่ในกลุ่มผู้มีอายุเกิน 60 ปี และมีโรคเรื้อรังรวมกันถึง 84 เปอร์เซ็นต์ มีทารกอายุ 4 เดือน 1 ราย เป็นชาวเมียนมา ที่ จ.สมุทรปราการ ทำให้ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตสะสม 6,353 ราย ขณะที่การฉีดวัคซีนวันที่ 8 ส.ค. มีการฉีด 191,145 โดส ทำให้ขณะนี้มียอดฉีดสะสม 20,669,780 โดส ขณะที่สถานการณ์โลกมีผู้ติดเชื้อสะสม 203,441,157 ราย เสียชีวิตสะสม 4,307,387 ราย

พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ในที่ประชุม ศบค.ชุดเล็กได้หารือถึงกรณีเด็กเสียชีวิต เนื่องจากวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา มีทารกอายุ 14 วัน เป็นชาวเมียนมา เสียชีวิตที่ จ.เพชรบูรณ์ และมีข้อมูลเข้ามาว่าที่ผ่านมามีเด็กติดเชื้อโควิด-19 ประมาณ 3 หมื่นกว่าราย เสียชีวิตถึง 9 ราย 8 ใน 9 มีโรคประจำตัว กรมควบคุมโรคจึงเน้นย้ำ กรณีที่มีเด็กเล็ก ผู้สูงวัย และผู้ป่วยติดเตียงอยู่ที่บ้าน ขอให้แยกห้องนอนผู้สูงอายุ หากบ้านมีพื้นที่จำกัดให้ใช้ฉากกั้นและให้ผู้สูงอายุอยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี รวมถึงให้หมั่นทำความสะอาดพื้นที่ใช้สอยร่วมกัน ลูกบิดประตู ราวบันได

พญ.อภิสมัยกล่าวอีกว่า กรณีที่ต้องดูแลผู้ป่วยติดเตียง แนะนำให้คนที่ออกจากบ้านน้อยที่สุดเป็นผู้ดูแลคนเดียว และต้องสวมหน้ากากอนามัย หากผู้ป่วยติดเตียงไม่มีอาการทางเดินหายใจให้สวมหน้ากากด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลระหว่างวันที่ 18 กรกฎาคม-7 สิงหาคม พบผู้เสียชีวิต 2,417 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน 838 ราย เป็นผู้รับวัคซีนไปแล้ว 1 เข็ม โดยระยะติดเชื้อน้อยกว่า 2 สัปดาห์ 149 ราย เป็นผู้ได้รับวัคซีนเกิน 2 สัปดาห์ และมีการติดเชื้อ 82 ราย เป็นผู้ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม 13 ราย คิดเป็นตัวเลข 0.5 เปอร์เซ็นต์ กระทรวงสาธารณสุขจึงเน้นย้ำการเร่งฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้มีโรคประจำตัว และหญิงตั้งครรภ์ เพราะการเสียชีวิตในกลุ่มที่รับวัคซีน 2 เข็ม มีเพียง 0.5 เปอร์เซ็นต์

Advertisement

“สำหรับ 10 จังหวัดที่มีตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงสุดวันที่ 9 ส.ค. ได้แก่ กทม. 3,114 ราย สมุทรปราการ 1,388 ราย สมุทรสาคร 1,378 ราย ชลบุรี 1,318 ราย นนทบุรี 803 ราย ปทุมธานี 708 ราย อุบลราชธานี 615 ราย นครปฐม 557 ราย สระบุรี 504 นครราชสีมา 440 ราย พบคลัสเตอร์ใหม่ในต่างจังหวัด 7 แห่ง ประกอบด้วย บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้า อ.เมือง จ.ปทุมธานี พบผู้ติดเชื้อ 9 ราย, บริษัทโลหะแผ่น อ.หนองแค จ.สระบุรี 28 ราย, บริษัทชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา 12 ราย, โรงงานแปรรูปไก่ อ.เมือง จ.ราชบุรี 46 ราย, ตลาดโบวลิ่ง อ.เมือง จ.จันทบุรี 16 ราย, โรงงานอุตสาหกรรมอาหาร อ.เมือง จ.กาญจนบุรี 31 ราย และโรงงานน้ำแข็ง อ.ละแม จ.ชุมพร 30 ราย” พญ.อภิสมัยกล่าว

พญ.อภิสมัยกล่าวว่า กรณีผู้ป่วยติดต่อมายังสายด่วน 1330 และมีการติดต่อกลับภายใน 24 ชั่วโมง พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ 80-70 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้ป่วยระดับสีเขียว และหากไปดูอัตราครองเตียงระหว่างเดือนกรกฎาคม กับสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม พบว่ากราฟการรอเตียงของผู้ป่วยสีเขียวในเดือนกรกฎาคมกราฟตั้งชันขึ้น แต่สัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคมกราฟการรอเตียงของผู้ป่วยสีเขียวปักหัวลง เนื่องจากมีผู้ป่วยได้รับการจัดสรรให้รักษาตัวที่บ้าน หรือศูนย์พักคอยจำนวนมากขึ้น

พญ.อภิสมัยกล่าวว่า ตอนนี้ใน กทม.มีหน่วยปฐมภูมิที่ดูแลผู้ป่วยที่รักษาตัวที่บ้านมีทั้งสิ้น 246 หน่วย มีผู้เข้าระบบรักษาตัวที่บ้านประมาณแสนกว่าราย ขณะที่ปัจจุบัน กทม.มีคลินิกเอกชน 3 พันกว่าแห่ง หากมีศักยภาพสามารถติดต่อกระทรวงสาธารณสุขเพื่อร่วมดูแลผู้ป่วยที่บ้านได้ โดยนอกจากการรักษาตัวที่บ้าน ยังมีศูนย์พักคอยในชุมชนที่ขณะนี้มี 67 แห่งแล้ว มีเตียง 8,886 เตียง นอกจากนี้ ยังมีภาคเอกชนเข้ามาร่วมจัดทำศูนย์พักคอย ทำให้ขณะนี้มีศูนย์พักคอยทั้งภาครัฐและเอกชนรวมกันเกิน 84 แห่ง โดยมีถึง 7 แห่งสามารถดูแลผู้ป่วยสีเหลืองได้ ทำให้เรามีเตียงในโรงพยาบาลรองรับผู้ป่วยสีแดงเพิ่มมากขึ้น

พญ.อภิสมัยกล่าวอีกว่า ขณะที่ช่วงที่ผ่านมามีเตียงผู้ป่วยสีแดงเพิ่มขึ้นจากกรณีผู้ป่วยได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน วันละประมาณ 1.4 หมื่นเตียง เฉพาะ กทม. วันที่ 8 และ 9 สิงหาคม มีเตียงสีแดงว่างถึง 5 พันเตียง และยังจะมีการปรับศักยภาพโรงพยาบาลสนามให้สามารถดูแลผู้ป่วยสีเหลืองเพิ่มขึ้นได้ 2 พันกว่าเตียง รวมถึงฮอตพิเทล ปรับให้ดูแลผู้ป่วยสีเหลืองเกือบ 4 พันเตียง

“ที่ประชุม ศบค.ชุดเล็ก ได้มีการพูดถึงการตรวจหาเชื้อแบบ RT-PCR ที่ก่อนหน้านี้ผู้ตรวจหาเชื้อแบบ ATK แล้วผลเป็นบวกอาจถูกปฏิเสธจากสถานพยาบาล เนื่องจากต้องการผล RT-PCR โดยที่ประชุมอีโอซีของกระทรวงสาธารณสุขได้สรุปว่า หากตรวจ ATK แล้วเป็นบวก สามารถเข้าระบบการรักษาตัวที่บ้านได้ทันที

“ขณะที่อธิบดีกรมการแพทย์ระบุว่าหากผล ATK เป็นบวกให้เรียกคนกลุ่มนี้ว่า ผู้ติดเชื้อเข้าข่าย ให้เข้าระบบการรักษาตัวที่บ้านได้ทันที ซึ่งมีการทำหนังสือเวียนไปยังโรงพยาบาลรัฐและเอกชนทั่วประเทศให้รับทราบแนวทางดังกล่าวแล้ว

“ส่วนการเข้าศูนย์พักคอยนั้น อธิบดีกรมการแพทย์เน้นย้ำว่า ผู้ที่ตรวจ ATK และมีผลเป็นบวก สามารถเข้าสู่ศูนย์พักคอยได้ทันทีด้วยเช่นกัน เนื่องจากผลบวกลวงของ ATK พบเพียง 3-5 เปอร์เซ็นต์ โดยคนกลุ่มนี้เมื่อเข้าไปแล้วให้แยกตัวออกจากผู้ป่วยรายอื่นก่อน เมื่อมีผลตรวจ RT-PCR ยืนยันแล้วค่อยให้เข้าไปรักษารวมกับผู้ป่วยอื่นๆ

“หากดูตัวเลขการติดเชื้อใน กทม.จะเห็นว่ามีผู้ป่วยที่มีอาการทางเดินหายใจแล้วไปโรงพยาบาลพบเป็นผู้ติดเชื้อถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ถ้าตรวจด้วย ATK พบผลเป็นบวก 10-14 เปอร์เซ็นต์ เฉพาะสัปดาห์ที่ผ่านมาพบ 7 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น จึงขอความร่วมมือโรงพยาบาล หากมีผู้ป่วยที่มีอาการทางเดินหายใจเข้าไปยังโรงพยาบาลให้ตรวจหาเชื้อโควิด-19 ทุกคน” พญ.อภิสมัยกล่าว