ไทยรับวัคซีนโควิดแล้วกว่า 22 ล้านคน แต่ยังไม่ถึงเป้า เร่งฉีดกลุ่ม 608 กันตายเพิ่ม
เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม นพ.โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการอำนวยการบริหารจัดการการให้วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เปิดเผยสถานการณ์การฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ว่า ข้อมูลล่าสุดถึงวันที่ 12 ส.ค. เวลา 12.09 น. ฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 22 ล้านคน คิดเป็น ร้อยละ 23.81 ในภาพรวมทั้งหมด ขณะที่กลุ่มเสี่ยงที่ต้องได้รับวัคซีนในลำดับแรก คือ กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรัง และหญิงท้องอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป หรือที่เรียกว่า กลุ่ม 608 ฉีดไปแล้วเกือบร้อยละ 30 อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ปลัด สธ.ได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ทั่วประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดสีแดงเข้ม 29 จังหวัด ต้องเร่งฉีดวัคซีนให้ได้ตามเป้าร้อยละ 70 ซึ่งคาดว่าภายในเดือนสิงหาคมนี้ จะฉีดวัคซีนได้ครอบคลุมร้อยละ 50 ของกลุ่มเป้าหมาย
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการประเมินหรือไม่ว่า เพราะเหตุใดจึงยังฉีดวัคซีนในกลุ่ม 608 ได้เพียง ร้อยละ 30 จากภาพรวมทั้งประเทศ นพ.โสภณกล่าวว่า บางคนยังกังวลในเรื่องประสิทธิภาพของวัคซีน โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ผู้สูงอายุบางส่วนมองว่าโอกาสติดน้อย เพราะไม่ได้ออกไปไหน ขณะเดียวกัน ยังมีคนที่กังวลเรื่องการฉีดไขว้
“ก็ต้องเร่งทำความเข้าใจให้มากขึ้นว่า การฉีดไขว้ระหว่างซิโนแวคเข็มแรก และแอสตร้าเซนเนก้าเข็มที่สอง ไม่ได้แตกต่างกับการฉีดแอสตร้าฯ 2 เข็ม ภูมิคุ้มกันแตกต่างกันไม่มาก แต่ระยะเวลาของการเกิดภูมิคุ้มกันของการฉีดไขว้เร็วกว่า ในสถานการณ์การระบาดหนักขณะนี้ จึงมีความจำเป็นมาก” นพ.โสภณกล่าว
เมื่อถามว่า ผู้สูงอายุกังวลเรื่องนี้ และอยากได้แอสตร้าฯ 2 เข็ม มากกว่า นพ.โสภณกล่าวว่า เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ก็ต้องสื่อสาร เพราะผลการศึกษาที่ผ่านมา ไม่ได้จำกัดอายุ และภูมิต้านทานไม่ได้แตกต่างกัน ขณะที่ ภูมิต้านทานขึ้นเร็วกว่า อย่างการฉีดสลับซิโนแวค และแอสตร้าฯ ใช้เวลาประมาณ 5 สัปดาห์ ภูมิคุ้มกันขึ้นแล้ว แต่หากแอสตร้าฯ ทั้งสองเข็ม ต้องใช้เวลา 12-14 สัปดาห์
“เราต้องเร่งฉีดวัคซีนให้แก่กลุ่มเสี่ยงเร็วที่สุด และครอบคลุมให้มากที่สุด เพราะตัวเลขชัดเจนว่า ร้อยละ 70 ที่เสียชีวิตเป็นผู้สูงอายุเกิน 60 ปี อีกร้อยละ 20 อายุต่ำกว่า 60 ปี แต่มีโรคเรื้อรัง ซึ่ง 2 กลุ่มนี้รวมแล้ว ร้อยละ 90 เป็นกลุ่ม 608 ดังนั้น เชิงยุทธศาสตร์ก็ต้องเน้นฉีดให้กลุ่มนี้มากที่สุด แต่หลายคนอยู่บ้าน เข้าไม่ถึงการนัดหมาย ยิ่งผู้สูงอายุติดบ้าน ติดเตียง ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด จึงต้องทำเชิงรุกด้วย อย่างตอนนี้ฉีดไปประมาณ 20 ล้านโดส มีความปลอดภัย จากเดิมกำหนดว่า ต้องฉีดในโรงพยาบาล (รพ.) แต่ขณะนี้ให้ฉีดเชิงรุกในระดับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้ รวมไปถึงกรณีผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง สามารถจัดทีมบุคลากรเข้าไปฉีดวัคซีนถึงบ้านได้ ซึ่งบางแห่งมีการดำเนินการแล้ว” นพ.โสภณ กล่าว

