ยกฟ้องประธานศาลฎีกา หลังอธิบดีศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภ.1 ยื่นฟ้องผิด ม.157

14.08.21 | 18:05 น.

ศาลอาญาคดีทุจริตยกฟ้อง ปธ.ศาลฎีกาชั้นตรวจฟ้อง หลังถูก ปรเมษฐ์อธ.ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภ.1 ยื่นฟ้องผิด ม.157 เหตุสั่งย้ายด่วนตั้ง กก.สอบวินัยร้ายเเรง

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ที่ผ่านมาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางมีคำพิพากษาในคดีแดงที่ 90/2564 ในคดีที่นายปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์ อธิบดีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ช่วยราชการเป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางเมทินี  ชโลธร ประธานศาลฎีกาและประธานคณะกรรมการตุลาการ เป็นจำเลย ฐานเป็นเจ้าพนักงานประพฤติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม ป.อาญามาตรา 157 กรณีเมื่อครั้งที่โจทก์เป็นอธิบดีศาลอาญาคดีทุจริตภาค 1 ปี 2563 จำเลย ซึ่งเป็นประธานศาลฎีกาได้ออกคำสั่งที่ 333/2564 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ให้สอบสวนเรื่องที่โจทก์ถูกร้องเรียนว่าเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการพิจารณาคดีอาญาของศาลอาญาคดีทุจริตภาค 1 ระหว่างนั้นประธานศาลฎีกามีคำสั่งย้ายโจทก์ไปเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต่อมาก็ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงตามมา  ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงนำคดีมาฟ้องศาล

โดยศาลพิเคราะห์ในชั้นตรวจฟ้องเเล้วปัญหาต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 หรือไม่

เห็นว่าการออกคำสั่งสำนักงานศาลยุติธรรมที่ 771/2564 ให้โจทก์ไปช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ขออาศัยอำนาจตามความใน พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ..2534 มาตรา 21 ประกอบกับระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการกำหนดเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ในการสั่งให้ข้าราชการตุลาการไปช่วยทำงานชั่วคราว..2550 ข้อ3 (10) โดยในวรรคสองของมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการฯ บัญญัติให้ประธานศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้ข้าราชการตุลาการไปช่วยทำงานชั่วคราวในกรณีที่หากให้ผู้นั้นอยู่ปฏิบัติหน้าที่ในศาลนั้นต่อไปจะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของศาลนั้น หรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามระเบียบที่ ..กำหนด และเมื่อมีการสั่งในกรณีเช่นนี้แล้วให้ประธานศาลฎีกานำเรื่องเข้าขอความเห็นชอบจาก ..ในการประชุมนัดแรกนับ แต่วันมีคำสั่ง

ดังนั้นเมื่อกรณีมีเหตุกล่าวหาร้องเรียนโจทก์โดยผู้เสียหายและการกล่าวหานั้นมีข้อมูลหรือมีสาระหรือมีพยานหลักฐานพอที่จะสอบสวนจนมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงย่อมมีเหตุให้เกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของคู่ความ ซึ่งหากจะให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ในศาลที่ดำรงตำแหน่งต่อไปจะเป็นการเสียหายต่อราชการศาลยุติธรรมจำเลย จึงมีอำนาจโดยขอบที่จะออกคำสั่งย้ายโจทก์ไปช่วยทำงานชั่วคราวในศาลอื่นได้โดยไม่จำต้องพิจารณาผลการสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้นของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง หรือการลงมติของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมตามที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่อย่างใด

Advertisement

โดยเฉพาะเมื่อจำเลยมีคำสั่งแล้วได้นำเรื่องเข้าขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมในการประชุมวันเดียวกันนั้นคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมก็ให้ความเห็นขอบกรณีจำเลยมีคำสั่งดังกล่าวเช่นนี้ย่อมมิใช่เป็นการที่จำเลยใช้อำนาจโยกย้ายโจทก์ตามอำเภอใจ เพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

ส่วนการออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโจทก์ จำเลยอาศัยอำนาจตามความใน พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ..2543 มาตรา 64 วรรคหนึ่งที่บัญญัติว่าในกรณีที่การสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้นปรากฏมีมูลว่าข้าราชการตุลาการใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงที่มีโทษถึงไล่ออกปลดออก หรือให้ออกให้ประธานศาลฎีกาแต่งตั้งคณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการ ซึ่งเป็นข้าราชการตุลาการและเป็นผู้ซึ่งไม่มีส่วนได้เสียอย่างน้อยสามคน เพื่อทำการสอบสวนและเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามประกาศ ..เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้นกรณีข้าราชการตุลาการถูกกล่าวหาหรือเป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัย ฯวรรคหนึ่งที่บัญญัติว่าเมื่อได้รับรายงานผลการสอบสวนในชั้นต้นแล้วหากประธานศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์เป็นความผิดวินัยให้ประธานศาลฎีกามีคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย หรือดำเนินการเพื่อให้มีคำสั่งลงโทษทางวินัยดังนั้นเมื่อมีรายงานผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในชั้นต้นยืนยันว่าการกระทำของโจทก์มีพฤติการณ์เข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการพิจารณาพิพากษาคดีของข้าราชการตุลาการอื่นหรือกระทำการใด อันเป็นเหตุให้การพิจารณาพิพากษาคดีของข้าราชการตุลาการอื่นซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาขาดความเป็นอิสระเพื่อให้โจทก์ได้เปรียบในผลแห่งคดีอันมีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับโจทก์ซึ่งถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการและเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผน และประเพณีปฏิบัติของทางราชการอันมีลักษณะต้องห้าม จำเลยจึงมีอำนาจที่จะออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโจทก์ได้

สำหรับที่โจทก์อ้างว่าจำเลยออกคำสั่งดังกล่าวทั้งที่ทราบว่าคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้นสอบสวนไม่ชอบนั้น เห็นว่าปัญหาเรื่องคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงดำเนินการสอบสวนไม่ชอบคงเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างของโจทก์ โดยเฉพาะเมื่อการดำเนินการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงปรากฎรายละเอียดตามรายงานการประชุม และรายงานกระบวนการสอบสวนวัน เป็นลำดับขั้นตอนจนมีรายงานความเห็นตามมติของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ให้จำเลยทราบทั้งผลการพิจารณาหนังสือขอความเป็นธรรมของโจทก์สำนักงานศาลยุติธรรมยังยืนยันว่าการสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้นของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเป็นการดำเนินการโดยชอบตามกฎหมายดังนี้ การแต่งตั้งคณะกรรมการ สอบสวนโจทก์สำหรับศาลใช้สอบสวนโจทก์จึงกอปรด้วยเหตุผลอันควรมิใช่การใช้อำนาจโดยมิชอบตามที่โจทก์กล่าวอ้าง

เมื่อเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบดำเนินการตามขั้นตอนหลักเกณฑ์ตลอดจนวิธีการสอบสวนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายคดีรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้องพิพากษายกฟ้อง