นิติวัชร์อัยการจัดสัมมนา “บทบาทอัยการในการอำนวยความยุติธรรมชั้นสอบสวน”

19.08.21 | 17:25 น.

นิติวัชร์อัยการจัดสัมมนา “บทบาทอัยการในการอำนวยความยุติธรรมชั้นสอบสวน”วงสัมนาแนะสร้างระบบถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับอัยการ ให้อัยการมีอำนาจสอบสวนคดีสำคัญโทษสูงเกิน10 ปี เพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาความจริง อัยการพลเรือนควรมีอำนาจสอบสวนและชะลอการฟ้องเช่นเดียวกับอัยการทหาร


สำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด จัดสัมมนาในหัวข้อเรื่อง “บทบาทอัยการในการอำนวยความยุติธรรมชั้นสอบสวน”ผ่านระบบ Zoom และ Facebook Live เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม

โดยมีพล.ท.ศานิต สร้างสมวงษ์ อดีตหัวหน้าสำนักตุลาการทหารตุลาการพระธรรมนูญ หัวหน้าศาลทหารสูงสุด และอดีตหัวหน้าอัยการทหาร, ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาการสอบสวนและการดำเนินคดี สำนักงานวิชาการ สำนักงานอัยการสูงสุด และนายวีระชาติ ศรีบุญมา ผู้อำนวยการสถาบันฝึกอบรมการสอบสวนชั้นสูง สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นวิทยากร

โดยมีนางสาวเสฏฐา เธียรพิรากุล อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย

Advertisement

ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง อภิปรายโดยกล่าวถึงประวัติศาสตร์กฎหมายตั้งแต่สมัยของพระเจ้าฮัมมูราบี จนถึงในยุคปัจจุบันที่ได้พัฒนากระบวนการยุติธรรมตามหลักสิทธิมนุษยชน เช่น Universal Declaration of Human Rights 1948 ที่ผู้ถูกกล่าวหาย่อมได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะตัดสินว่ามีความผิด หรือหลักภาระการพิสูจน์พยานหลักฐาน (Burden of Proof) รวมถึงหลักการพิสูจน์ความผิดในคดีอาญาที่ต้องรับฟังพยานหลักฐานจนปราศจากความสงสัย

นอกจากนี้ ยังมีหลักกฎหมายที่สำคัญตาม The U.S. Constitution Amendment VI โดยบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็วและเป็นธรรม (Speedy and Public Trial) เป็นต้น ซึ่งตามหลักสากล กรณีการจับซึ่งหน้า อัยการมีอำนาจในการตรวจสอบเหตุแห่งการจับ การใช้กำลังสมควรแก่เหตุการจับหรือไม่ ตรวจสอบว่ามีพยานหลักฐานในการกระทำความผิดจริงหรือไม่ โดยต้องลงลายมือชื่อในหมายควบคุมผู้ถูกจับและฟ้องคดีภายใน 10-30 วัน อันเป็นหลักการดำเนินคดีด้วยความรวดเร็ว อีกทั้งกรณีการจับตามหมายจับ อัยการต้องมั่นใจว่าจะฟ้องดำเนินคดีจึงจะลงลายมือชื่ออนุมัติให้ออกหมายจับต่อศาล เมื่อจับแล้วดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลในทันที

พล.ท.ศานิต สร้างสมวงษ์ ได้กล่าวถึง บทบาทอัยการทหารในการอำนวยความยุติธรรมชั้นสอบสวนว่ากระบวนยุติธรรมทางทหาร มีทั้งชั้นสอบสวน ชั้นอัยการ ชั้นศาล รวมทั้งชั้นราชทัณฑ์ ซึ่งมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง  4 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498  พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช 2476  พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช 2457  และประมวลกฎหมายอาญาทหาร โดยคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหารต้องเป็นคดีอาญา และขณะกระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498  มาตรา 16 หรือเป็นคดีแพ่ง ฐานละเมิดอำนาจศาลทหารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แม้ขณะกระทำความผิดจะเป็นพลเรือนก็อยู่ในอำนาจศาลทหาร ส่วนคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารมีบัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498  มาตรา 14 เช่น คดีที่พลเรือนกับทหารกระทำผิดร่วมกัน  คดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน เป็นต้น
อำนาจสอบสวนของฝ่ายทหารมีบัญญัติในพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498  มาตรา 47 ผู้ที่มีอำนาจสอบสวน ได้แก่ นายทหารพระธรรมนูญ อัยการทหาร รวมทั้งนายทหารสัญญาบัตรซึ่งผู้บังคับบัญชาเห็นสมควรแต่งตั้ง แต่การที่บุคคลดังกล่าวจะมีอำนาจสอบสวนได้ ต้องเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลทหารเท่านั้น และวิธีดำเนินคดีอาญาทางทหาร ให้นำพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498  มาตรา 45 มาใช้บังคับ รวมถึง ข้อบังคับของทหาร กฎของทหาร ก็เป็นวิธีพิจารณาคดีอาญาทางทหารเช่นกัน หากไม่มีบัญญัติไว้ในกฎหมายดังกล่าว ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับ และยังได้กล่าวถึง การปล่อยชั่วคราวในชั้นศาล การชี้ขาดความเห็นแย้ง การชันสูตรพลิกศพ การสอบสวนเพิ่มเติม ซึ่งอัยการพลเรือนมีอำนาจสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม แต่อัยการทหารมีอำนาจสอบสวนได้เอง เป็นต้น

นายวีระชาติ ศรีบุญมา ได้กล่าวถึง บทบาทและหน้าที่หลักของพนักงานอัยการในการอำนวยความยุติธรรมและรักษาผลประโยชน์ของรัฐ รวมถึงคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยในบางกรณีพนักงานอัยการอาจเข้าไปมีบทบาทในการสอบสวนคดีอาญาได้เอง หรือมีอำนาจสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนได้ตามที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้ เช่น กรณีความผิดอาญาเกิดนอกราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 กำหนดให้พนักงานอัยการมีอำนาจและหน้าที่ในการสอบสวนความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยที่ได้กระทำนอกราชอาณาจักร หรือตามพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 17 ในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้มีอำนาจและหน้าที่ในการสอบสวนคดีอาญา ให้พนักงานอัยการมีอำนาจและหน้าที่ในการสอบสวนเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน ทั้งนี้ ให้พนักงานอัยการเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ โดยในการค้นการจับและการคุมขัง พนักงานอัยการอาจร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจหรือเจ้าพนักงานอื่นได้ นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายอื่นที่บัญญัติให้อำนาจพนักงานอัยการเป็นผู้ทำการสอบสวนคดีหรือเข้าร่วมการสอบสวนคดีไว้โดยเฉพาะ เช่น ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 หรือพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551 เป็นต้น

ในช่วงท้ายของการปภิปราย ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง ได้กล่าวอภิปรายเสริมในประเด็นดังกล่าวว่า ในต่างประเทศ คดีที่พนักงานอัยการมีอำนาจเข้าร่วมสอบสวน ได้แก่ คดีที่เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนได้เสียหรือมีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง คดีอาชญากรรมร้ายแรงหรือคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ และคดีที่ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยได้ให้ความเห็นส่วนตัวว่า หากบุคคลผู้ทำการสอบสวน ผู้ฟ้องคดี เป็นบุคคลคนเดียวกัน ย่อมทำให้เกิดประสิทธิภาพในการค้นหาความจริง เพราะพนักงานอัยการผู้ฟ้องคดีได้ใกล้ชิดกับท้องที่เกิดเหตุด้วยตนเอง ได้รู้เห็นพยานหลักฐานด้วยตนเอง ทำให้มีความเข้าใจในที่เกิดเหตุ รวมทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งข้อสำคัญอันเป็นหัวใจในการอำนวยความยุติธรรมมี 2 ประการ ได้แก่ มีหลายหน่วยงานที่สอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน ส่งสำนวนให้อัยการได้โดยตรง และมีหลายหน่วยงานสามารถเข้าถึงพยานหลักฐานได้

นายวีระชาติ ศรีบุญมา กล่าวให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 258 (ง) (2) ได้กำหนดแนวทางให้มีการดำเนินการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม โดยปรับปรุงระบบการสอบสวนคดีอาญาให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ได้มีการเสนอแก้ไขกฎหมาย มีสาระสำคัญ เช่น ในคดีอาญาที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ต้องมีพนักงานอัยการเข้าร่วมสอบสวน หรือในคดีที่อัตราโทษจำคุกอย่างต่ำ 5 ปี การสอบสวนต้องมีการบันทึกภาพและเสียงซึ่งสามารถถ่ายทอดได้อย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

โดยองค์กรอัยการจะต้องนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการอำนวยความสะดวกในการอำนวยความยุติธรรมชั้นสอบสวน เช่น การจัดทำสำนวนคดีในระบบ Digital การนำเทคโนโลยี Blockchain รวมถึงการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ( artificial intelligence : AI ) มาใช้จัดการสำนวนคดีในระบบ Digital ดังกล่าว ซึ่งในปัจจุบันสถาบันฝึกอบรมการสอบสวนชั้นสูง สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้จัดทำระบบการบริหารงานสำนวนการสอบสวนชั้นสูง (Investigative Case Management) เพื่อช่วยประมวลผลในการบริหารจัดการคดีต่าง ๆ ตั้งแต่การจัดระบบสำนวนการสอบสวนจนถึงการฟ้องคดีต่อศาลอีกด้วย

ส่วน พลโท ศานิต สร้างสมวงษ์ กล่าวเพิ่มเติมในช่วงสุดท้ายว่า ในกระบวนการยุติธรรมทางทหารได้นำ มาตรการชะลอฟ้องมาใช้บังคับ ซึ่งต่างกับกฎหมายพลเรือนในปัจจุบัน ซึ่งยังไม่มีการนำมาใช้บังคับเป็นการทั่วไป แต่ในกระบวนการยุติธรรมทางทหารจะเรียกมาตรการชะลอฟ้องว่า “การลงทัณฑ์แทนการฟ้องคดี” ซึ่งบัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญาทหาร มาตรา 7, 8, 9 มีเงื่อนไขการบังคับใช้ เช่น ต้องเป็นคดีที่ผู้กระทำความผิดให้การรับสารภาพ ใช้บังคับกับความผิดลหุโทษและความผิดที่เปรียบเทียบปรับได้ตามกฎหมาย เป็นต้น โดยได้ให้ความเห็นทิ้งท้ายในข้อสำคัญว่า หากอัยการพลเรือนมีอำนาจสอบสวนเช่นเดียวกับอัยการทหาร จะทำให้การดำเนินคดีรวดเร็วขึ้น