หญิงท้องติดโควิดกว่า 2 พัน ตายแล้ว 53 คน ทารกอีก 23 แนะเร่งฉีดวัคซีนด่วน!

19.08.21 | 18:16 น.

หญิงท้องติดโควิดกว่า 2 พัน ตายแล้ว 53 คน ทารกอีก 23 แนะเร่งฉีดวัคซีนด่วน!

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสุขภาพ และโฆษกกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงรายงานสถานการณ์การติดเชื้อโคสิด-19 ในกลุ่มสตรีมีครรภ์ ภายหลังจากมีรายงานจากศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) ว่า มีหญิงตั้งครรภ์เสียชีวิต 3 ราย ว่า ขณะนี้มีผู้หญิงครั้งครรภ์ติดเชื้อสะสม 2,327 ราย เฉลี่ยติดเชื้อวันละ 50-60 รายต่อวัน เสียชีวิต 53 ราย มีทารกติดเชื้อ 119 ราย เสียชีวิต 23 ราย จังหวัดที่มีการติดเชื้อค่อนข้างมาก คือ จังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ขณะที่การฉีดวัคซีนยังค่อนข้างน้อย จนถึงวันนี้สตรีมีครรภ์ฉีดประมาณ 20,000 คน จากการตั้งครรภ์ทั้งปีละ 5 แสนราย ถือว่าฉีดยังไม่ถึง ร้อยละ 10


นพ.เอกชัยกล่าวว่า ส่วนการวิเคราะห์ พบว่าสตรีมีครรภ์ที่เสียชีวิต 53 ราย ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว ที่พบมากคือ อายุเกิน 35 ปี มีโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคประจำตัวอื่นๆ เช่น ธาลัสซีเมีย อ้วน และใช้สารเสพติด โดยมีประวัติฉีดวัคซีน 22 ราย นอกนั้นยังไม่ได้ฉีด ส่วนคนที่ฉีดแล้วเพิ่งจะฉีดได้ไม่กี่วันก็ติดเชื้อก่อน การติดเชื้อเสียชีวิตของหญิงตั้งครรภ์ ครึ่งหนึ่งติดเชื้อในครอบครัว อีกครึ่งหนึ่งติดเชื้อนอกบ้าน เช่น สถานที่ทำงาน ไปสถานที่คนแออัด

“ทั้งนี้ สตรีมีครรภ์ติดเชื้อโควิด-19 เทียบกับสตรีติดเชื้อที่ไม่ตั้งครรภ์ พบว่า มีโอกาสเข้าไอซียูสูงกว่า 2-3 เท่า ใช้เครื่องหายใจสูง กว่า 2.6- 2.9 เท่า โอกาสเสียชีวิตตัวเลขในประเทศไทย 1.5-8 คนใน 1,000 คน ถือว่าค่อนข้างสูง ปัจจัยที่ทำให้อาการรุนแรงและเสียชีวิตคือ อายุมากกว่า 35 ปี อ้วนอยู่แล้ว มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวานก่อนตั้งครรภ์ ครรภ์เป็นพิษ เป็นต้น” นพ.เอกชัยกล่าว

โฆษกกรมอนามัยกล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อลูก โดยทารกมีโอกาสคลอดก่อนกำหนด 1.5 เท่า ตายคลอด 2.8 เท่า ทารกมีโอกาสเข้าไอซียู 4.9 เท่า โอกาสที่ทารกติดเชื้อ ร้อยละ 3.5 แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ

Advertisement

“สตรีมีครรภ์ไม่จำเป็นต้องตรวจโควิด-19 ทุกราย แต่แนะนำว่ารายไหนที่มีความเสี่ยงพบว่ามีคนในครอบครัวติดโควิดและตัวเองเป็นกลุ่มสัมผัสเสี่ยงสูง ควรรีบไปตรวจโดยเร็วเพื่อหาเชื้อ ยิ่งมีอาการยิ่งต้องไปตรวจ เช่น ไข้ ไอ หายใจติดขัด เจ็บคอ มีน้ำมูก สามารถหาแอนติเจน เทสต์ คิท (ATK) มาตรวจก่อนได้เลย หากหาไม่ได้ควรไปสถานพยาบาลใกล้บ้าน” นพ.เอกชัยกล่าว และว่า ส่วนอาการของหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อไม่แตกต่างจากคนทั่วไป พบมากสุดคือ ไอ ร้อยละ 50 ปวดศีรษะ ร้อยละ 43 ปวดกล้ามเนื้อ ร้อยละ 37 ไข้ ร้อยละ 32 เจ็บคอ ร้อยละ 28 หายใจหอบเหนื่อย ร้อยละ 26 ทั้งนี้ ที่ผ่านมา หญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อไม่ว่ากลุ่มอาการใดจะให้นอนโรงพยาบาล (รพ.) ทั้งหมด แต่สถานการณ์ขณะนี้เตียงเต็ม จึงแนะนำกลุ่มอาการสีเขียวหรือไม่มีอาการอะไร สามารถแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) แต่หากอาการรุนแรงขึ้น เหนื่อยหอบ ต้องกลับมารักษาใน รพ. หรือ รพ.สนาม

นพ.เอกชัย กล่าวว่า ส่วนการคลอดนั้น หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อและคลอดแล้ว 1,000 กว่าราย พบว่า ผ่าคลอดครึ่งหนึ่ง คลอดธรรมชาติครึ่งหนึ่ง การติดเชื้อโควิด-19 ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ในการผ่าคลอด ไม่ต้องกังวล คลอดปกติได้ จะผ่าคลอดกรณีฉุกเฉินเหมือนคนทั่วไป การดมยาสลบสามารถให้การระงับความรู้สึกด้วยการบล็อกหลัง

“กรณีแม่ติดเชื้อหลังคลอด ถ้ากลุ่มสีเขียวไม่มีอาการสามารถกอดหรืออุ้มลูกได้ โดยยังต้องสวมหน้ากาก ล้างมือ งดหอมแก้มลูก กรณีมีอาการไอจามต้องระวังและหลีกเลี่ยงกอดอุ้มลูก ทั้งนี้ ยังสามารถให้นมจากเต้าได้ แต่ต้องสวมหน้ากากตลอด ล้างมือก่อนและหลังสัมผัสลูก หลีกเลี่ยงไอจามขณะลูกดูดนม เช็ดทำความสะอาดหัวนมและลานเต้านมด้วยน้ำอุ่น หากมีอาการเล็กน้อยหรือมากก็ไม่แนะนำ ใช้วิธีปั๊มนมใส่ถุงให้ญาติป้อน ส่วนแม่หลังคลอดที่ได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ ต้องงดให้นมลูก เพราะยาขับออกมาทางน้ำนมได้” นพ.เอกชัยกล่าว

โฆษกกรมอนามัยกล่าวว่า ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 สามารถให้นมลูกได้ตามปกติ กรณีหญิงตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไปฉีดวัคซีนโควิด 19 ได้ทุกชนิด ซึ่งคำแนะนำจากราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ มีหลายสูตร คือ 1.เข็มแรก เป็น ซิโนแวค เข็ม 2 เป็น แอสตร้าเซนเนก้า 2.สูตรแอสตร้าฯ 2 เข็ม และ 3.สูตรไฟเซอร์ 2 เข็ม กรณีจะเร่งสร้างภูมิคุ้มกันเร็วที่สุดคือสูตรที่ 1 ซิโนแวคเข็มแรก ตามด้วยแอสตร้าฯ เป็นเข็มที่ 2 เพราะใช้เวลาห่างระหว่างเข็มแค่ 3 สัปดาห์ และเกิดภูมิหลังจากนั้น 2 สัปดาห์ ถ้าเป็นสูตรที่ 2 ระยะห่างระหว่างเข็ม 8 สัปดาห์ ส่วนไฟเซอร์เพิ่งเข้ามาไม่มาก อาจยังไม่เพียงพอต่อกับจำนวนหญิงตั้งครรภ์ที่มีกว่า 5 แสนคน อีกทั้งยังต้องฉีดกลุ่มเสี่ยง 608 ด้วย

“สำหรับผลข้างเคียงวัคซีนไม่แตกต่างจากคนทั่วไป จึงไม่ต้องกังวล อาจมีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยได้ไม่แตกต่าง คนที่ฉีดวัคซีนไปแล้วสามารถตั้งครรภ์ได้ตามปกติ เพราะไตรมาสแรก หรือ 3 เดือนแรกหลายวัคซีนก็ฉีดได้ แต่ในประเทศไทยเพื่อลดข้อกังวล เพราะมีอัตราการแท้งตามธรรมชาติ ร้อยละ 10-12 จึงให้เลี่ยงการฉีดวัคซีนในไตรมาสแรก เพื่อไม่ให้เกิดความกังวลใจว่าแท้งมาจากวัคซีนหรือไม่ ส่วนสตรีที่วางแผนจะตั้งครรภ์ให้ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มก่อน จะได้ปลอดภัย และไม่ต้องตรวจการตั้งครรภ์ก่อนฉีดวัคซีน เพราะไม่มีอันตรายและไม่มีหลักฐานว่าทำให้มีลูกยาก ทั้งนี้ขอให้หญิงตั้งครรภ์เน้นการทำงานที่บ้าน โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยง” นพ.เอกชัยกล่าว