นครบาลสรุปภาพรวมม็อบจับกุม 13 ตร.เจ็บ 8 ราย พอมีข้อมูลตำรวจจ่อปืนยิงใส่ ปชช.รอคณะ กก.สรุปผลตรวจสอบข้อเท็จจริง ประสานการเคหะทำประตูเหล็กแยกผู้ชุมนุม-ชาวแฟลต
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น.ในฐานะโฆษก บช.น. พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น. และ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. แถลงสรุปสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มต่างๆ ทางการเมือง
พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า วันนี้มีการประกาศนัดชุมนุม 2 กลุ่ม คือกลุ่มหมู่บ้านทะลุฟ้าบริเวณแยกคอกวัวเวลา 15.00 น. และเดินทางมาที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และกลุ่มทะลุแก๊ซมีการนัดหมายเวลา 17.00 น. บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง การชุมนุมดังกล่างทาง บช.น. ขอแจ้งเตือนว่า พื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดเข้มงวด การกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดที่มีลักษณะการรวมตัวมีการกระทำที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดเชื้อโรคจะเป็นความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.ควบคุมโรค ส่วนการชุมนุมเมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา เวลา 16.30 น. กลุ่มผู้ชุมนุมมีการรวมตัวบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง จากนั้นเคลื่อนตัวมาที่บริเวณถนนวิภาวดี (ขาออก) ปิดการจราจรหน้า รพ.ทหารผ่านศึก กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนนำลูกแก้ว ลูกหิน ระดมยิงเข้าไปในพื้นที่หน่วยราชการทหารคือ กรมดุริยางค์ทหารบก เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมีความจำเป็นต้องเข้าพื้นที่ดังกล่าว เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและแจ้งเตือนให้กลุ่มผู้ชุมนุมยุติการดำเนินการชุมนุม จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมได้ขว้างปาประทัดยักษ์ ระเบิดไปป์บอมบ์ใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจให้เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 8 นาย บางส่วนเข้ารักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ
นอกจากนี้ มีการทำให้ทรัพย์สินราชการ เอกชน และสาธารณะประโยชน์เสียหาย โดยเฉพาะการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ถูกทุบทำลายเสียหาย อาทิ เครื่องมือที่ใช้ในงานควบคุมจราจร กรณีดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 13 คน พร้อมของกลาง ระเบิดปิงปอง 53 ลูก ระเบิดแสวงเครื่อง 10 ลูก เครื่องกระสุนปืนอีกจำนวนหนึ่ง ข้อหาความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ส่วนการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมช่วง ก.ค.-ส.ค. ดำเนินคดีทั้งสิ้น 90 คดี มีผู้ต้องหาที่จะถูกดำเนินคดี 481 คน จับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย 224 คน คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน บช.น. จะออกหมายเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมและกระทำผิดต่างๆ ภายใน 2 สัปดาห์ ออกหมายเรียกไปแล้วทั้งหมด 118 หมาย แบ่งเป็นกลุ่มแกนนำทั้งหมด 16 หมาย กลุ่มผู้ชุมนุมอื่นๆ 102 หมาย ทั้งนี้ กรณีที่มีการใช้ความรุนแรงตามที่มีภาพปรากฎออกมา มีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาอั้งยี่ซ่องโจร การวางเพลิงเผาทรัพย์ และการสมคบกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อนให้เกิดเหตุความรุนแรงในบ้านเมือง ทางพนักงานสอบสวนจะออกหมายจับกุมผู้ต้องหาที่ก่อเหตุดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวว่ากรณีที่มีการปรับกำลังวันแรกหลังยกสิ่งกีดขวางออกจากบริเวณถนนวิภาวดีรังสิตขาออกเป็นอย่างไรนั้น พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า ในส่วนการปรับยุทธวิธี พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ทำการเฝ้าติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและให้มีการทบทวนการปฏิบัติ และสั่งการให้นำสิ่งกีดขวางออกจากบริเวณถนนวิภาวดีรังสิต โดยคาดว่าจะไม่มีการกระทำรุนแรงแต่อย่างใด ปรากฏว่ากลุ่มผู้ชุมนุม กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ยังคงเข้ามาบริเวณดังกล่าวขว้างปาสิ่งของทุบทำลายสิ่งของราชการเสียหาย
ผู้สื่อข่าวถามต่ออีกว่า ตำรวจจะต้องมีการปรับกำลังดูแลบริเวณสามแยกดินแดงในวันนี้หรือไม่ พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า ต้องมีการทบทวนการปฏิบัติในแต่ละครั้ง เมื่อถามอีกว่าจะมีการใช้วิธีการเดิมทั้งแก๊สน้ำตาและกระสุนยางอีกหรือไม่นั้น รอง ผบช.น. กล่าวว่าการใช้อุปกรณ์ระงับเหตุเป็นอุปกรณ์มาตรฐานทั่วไปอยู่แล้ว คงจะต้องมีการใช้ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ แต่เว้นระยะห่างระหว่างผู้ปฏิบัติหน้าที่กับกลุ่มผู้กระทำผิด เมื่อถามถึงการตั้งแนวตู้คอนเทนเนอร์จะมีการขยับเข้าไปมากกว่าเดิมในพื้นที่สามเหลี่ยมดินแดงหรือไม่ พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ได้เอาสิ่งกีดขวางดังกล่าวออกไปแล้ว หลายๆ ที่ก็มีการทดลองเอาออก แต่ถ้ารักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณพื้นที่ต่างๆ ได้ ก็จะปรับการดำเนินการตามสถานการณ์และการข่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการตรวจสอบคลิปตำรวจควบคุมฝูงชนที่เอาอาวุธปืนจ่อยิงระยะประชิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมขับรถ จยย.ผ่านเป็นอย่างไรนั้น พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า กรณีดังกล่าวมีการสั่งให้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงต้องให้คณะทำงานทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวให้เสร็จสิ้นก่อน
ผู้สื่อข่าวถามต่ออีกว่ามีการเรียกมาคุยบ้างหรือไม่ พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ในส่วนนี้จะต้องมีการดำเนินการต่อไป ทั้งนี้พอมีข้อมูลเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ส่วนจะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ตำรวจรายดังกล่าวก่อนหรือไม่ นั้นเนื่องจากการตัดสินใจดำเนินการกับเหตุเฉพาะหน้าอาจจะเป็นอันตรายเกินกว่าสิ่งที่ควรกระทำนั้น ต้องอาศัยการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นหลัก หากผลยังไม่ผิดก็ยังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุแบบนี้ต้องขีดเส้นตายตั้งกฎระเบียบการลงโทษหรือไม่ พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า ต้องรอผลของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ส่วนการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่อื่นที่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ตามมาตรฐาน พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. เน้นย้ำทุกครั้งในการปฏิบัติอยู่แล้ว มีการประชุมปล่อยแถวเป็นสัดส่วนระดับกองร้อย ระดับหมวด ระดับหมู่ ซึ่งมีการเน้นย้ำตามปกติ ให้คำนึงถึงความเดือดร้อน ทั้งตัวประชาชนอื่นๆ และผู้ชุมนุม รวมถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติด้วย
ส่วนกรณีชาวแฟลตดินแดงที่ยังคงถูกลูกหลงอยู่นั้น พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา แทบจะไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น แต่อาจจะเกิดกรณีที่มีการติดตามตัวผู้กระทำความผิดระยะกระชั้นชิด ทั้งนี้ ผบช.น.เน้นย้ำว่า ถ้าความผิดไม่ปรากฏต่อหน้าและมีผลกระทบอื่นๆ กรณีผู้กระทำผิดหลบไปบริเวณพื้นที่ส่วนบุคคลก็ให้เก็บรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีภายหลัง ผู้สื่อข่าวถามต่อว่ามีความจำเป็นต้องติดตั้งเป็นตาข่ายบริเวณดังกล่าวหรือไม่ เบื้องต้นตำรวจได้ประสานการเคหะแห่งชาติจะดำเนินการติดตั้งประตูเหล็กแยกกลุ่มผู้ชุมนุมกับชาวแฟลตดินแดงอย่างชัดเจน มีการปรับปรุงบางอย่างเพื่อป้องกันผลกระทบ
ส่วนกรณีกลุ่มผู้ชุมนุมมาทำเพื่อความสะใจและโพสต์เฟซบุ๊กนั้น ทางพล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า ทาง ผบ.ตร.เน้นย้ำ บช.สอท.ให้สืบสวนดำเนินคดี การชักชวนหรือการโพสต์ขายวัตถุสิ่งผิดกฎหมาย การชักชวนผลิตแจกจ่ายกับผู้ชุมนุม ซึ่งห้วงที่ผ่านมาได้มีการสืบสวนประสานงานตำรวจท้องที่จับกุมตัวแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่าการปิดบริเวณแยกดินแดงคนละกลุ่มกับผู้ชุมนุมที่มาทำกิจกรรม เป็นกลุ่มเล็กลงตำรวจปล่อยให้เกิดขึ้นจะมีการติดตามจับกุมก่อนเกิดเหตุหรือไม่นั้น พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า การดำเนินการต้องมีวางน้ำหนักระหว่างหลักรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ เราดำเนินการใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด ก็จะมีกลุ่มเอ็นจีโอหรือกลุ่มอื่นๆ มาทำการวิพากษ์ จึงใช้แนวทางการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ และขณะเดียวกันไม่ทำให้เป็นประเด็นให้เกิดความรุนแรง ผบช.น.บอกชัดเจนว่าการบังคับใช้กฎหมายใดๆ ที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนต้องชะลอไว้ก่อน บังคับใช้กฎหมายดำเนินคดีภายหลังได้
ส่วนกรณีเยาวชนอายุ 14 ปี และ 15 ปี ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า การสืบสวนสอบสวนคืบหน้าไปเยอะมาก ได้นำตัวผู้เสียหาย ผู้อยู่ในเหตุการณ์ มาทำการสอบสวนได้ข้อเท็จจริงประกอบคดี บางอย่างที่เป็นรายละเอียดขอสงวนไว้ก่อน แต่ในภาพรวมมีความคืบหน้าไปมากแล้ว ตอนนี้อยู่ระหว่างการพิสูจน์ทราบตัวบุคคล บางส่วนพอจะทราบตัวแล้ว แต่ขอรอภาพรวมทั้งหมดเพื่อความกระจ่าง ซึ่งจะมีการขอศาลออกหมายจับในข้อหาพยายามฆ่าในเร็วๆ นี้
ด้าน พล.ต.ต.จิรสันต์กล่าวว่า สำหรับการนัดรวมตัวในวันนี้มี 2 จุดหลักได้แก่ สี่แยกคอกวัว บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและสามเหลี่ยมดินแดง จึงอยากขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนให้เลี่ยงเส้นทางที่จะได้รับผลกระทบจากการชุมนุมดังนี้ 1.ถนนราชดำเนินใน 2.ถนนราชดำเนินกลาง 3.ถนนราชดำเนินนอก 4.ถนนตะนาว 5.ถนนดินสอ 6.ถนนลูกหลวง 7.ถนนหลานหลวง(แยกหลานหลวงถึงแยกผ่านฟ้า) 8.ถนนประชาธิปไตย 9.ถนนนครราชสีมา 10.ถนนนครสวรรค์ 11.ถนนพิษณุโลก 12.ถนนศรีอยุธยา 13.ถนนพระราม 5 และ 14.สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า
ส่วนที่จะมีการรวมตัวกันบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง ขอให้หลีกเลี่ยงเส้นทางถนนราชวิถี ถนนดินแดง ถนนวิภาวดี ถนนพหลโยธินบริเวณพหลโยธินซอย 2 ถนนพญาไท นอกจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจจะต้องควบคุมการจราจรโดยปิดบริเวณทางลงด่วนดินแดง และทางลงด่วนอนุสาวรีย์ชัย
ส่วนตามสี่แยกต่างๆ ที่ตู้ควบคุมสัญญาณไฟจราจรได้รับความเสียหายหลายแห่งนั้น เบื้องต้นจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปคอยอำนวยความสะดวกตามสี่แยกต่างๆ ในช่วงเวลาเร่งด่วน เพื่อไม่ให้การจราจรตามแยกต่างๆ เกิดติดขัด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะประสานเร่งดำเนินการซ่อมสัญญาณไฟจราจรให้แล้วเสร็จ หากพี่น้องประชาชนมีข้อสงสัย หรืออยากจะขอซักถามเพิ่มเติมให้ติดต่อได้ที่หมายเลข 1197 หรือ www.traffic police.go.th หรือเฟซบุ๊ก 1197 ตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ พล.ต.ต.จิรสันต์ ยังชี้แจงถึงการจัดการจราจรในช่วงที่มีการชุมนุมโดยเฉพาะบริเวณถนนดินแดงและวิภาวดีรังสิตของกลุ่มทะลุแก๊ซที่มักมีประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนนที่ไม่ทราบว่าเริ่มมีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือมีการรวมตัวของกลุ่มผู้ชุมนุมแล้วขับรถเข้าไปภายในจุดดังกล่าวเป็นจำนวนมากจนเกิดการร้องเรียนกับสื่อมวลชนหลายครั้ง เบื้องต้นในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจรของเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ละจุดพบว่าได้มีการนำแผงเหล็กมากั้นปิดการจราจรแล้วและให้ตำรวจจราจรยืนประจำการในแต่ละจุดแต่เมื่อการชุมนุมรุนแรงขึ้นพบว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปพยายามทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจและนำแผงเหล็กที่นำมากั้นไว้ออก จนทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดและขับรถเข้าไปในจุดดังกล่าว ทั้งนี้การทำงานยังต้องประสานกับฝ่ายความมั่นคงเพื่อทราบความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมและนำไปปรับใช้กับการปิดการจราจรในพื้นที่ ทำให้เกิดข้อจำกัดในการทำงานค่อนข้างมาก แต่หลังจากนี้จะนำข้อมูลความต้องการของประชาชนไปปรับแก้ให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด

