คทช.แม้ไม่ได้กรรมสิทธิ์
แต่ได้ รับรองสิทธิ ที่มั่นคง
การมีที่ดินทำกินโดยไม่ต้องหวาดระแวงต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถือเป็นความหวังของชาวบ้านที่มีพื้นที่ทำกินอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนของหน่วยงานราชการ อย่างเช่นในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติ ที่มักเกิดเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างกันมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์โควิด-19 การมีที่ดินที่สามารถกลับไปทำกินได้อย่างมั่นคง ย่อมเป็นทางออกหนึ่งที่สามารถช่วยลดปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนได้

จตุพร บุรุษพัฒน์
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า นโยบายการจัดที่ดินทำกินให้แก่ราษฎร เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยไม่เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารหรือเขตอนุรักษ์ที่มีความอ่อนไหว จึงเป็นแนวนโยบายของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้แถลงต่อสภานิติบัญญัติไว้ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558 เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคม โดยการเร่งรัดจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่ผู้ยากไร้ที่ไม่มีที่ดินทำกิน โดยไม่ต้องเป็นกรรมสิทธิ์ แต่รับรองสิทธิร่วมในการจัดการที่ดินของชุมชน
แต่การจัดสรรที่ดินทำกินให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืนและเป็นธรรม จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือแม้กระทั่งกระทรวงกลาโหม เพื่อให้การแก้ไขปัญหาด้านการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศเกิดการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างเป็นระบบ

คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2557 เห็นชอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ.2557 ตามที่ ทส.เสนอให้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ขึ้น โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะกรรมการ ซึ่งต่อมาได้ออกเป็นพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ.2562 เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายและแผนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศไทย

โดยการดำเนินงานในระยะแรกของ คทช. มุ่งเน้นการจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชนเป็นหลัก เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนเป็นอันดับแรก โดยมีหลักการที่จะจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชนในลักษณะแปลงรวม โดยมิให้กรรมสิทธิ์ แต่อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐเป็นกลุ่มหรือชุมชน ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ คทช.กำหนด ในรูปแบบสหกรณ์ หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสม โดยราษฎรแต่ละรายสามารถถือครองที่ดินได้ตามความเหมาะสมแต่จะต้องไม่เกินรายละ 20 ไร่
“กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ในระยะแรก และเป็นฝ่ายเลขานุการของคณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน ซึ่งมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรี ทส. เป็นประธาน เปรียบเสมือนเป็นกระดุมเม็ดแรกของการจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชน ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้ให้ความสำคัญและกำชับให้เร่งรัดการดำเนินงาน เนื่องจากเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและลดความเหลื่อมล้ำให้กับพี่น้องประชาชน” นายจตุพรกล่าว

นายจตุพรกล่าวว่า เนื่องจากคณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน เป็นคณะอนุกรรมการชุดแรกของกระบวนการจัดที่ดินทำกิน ที่จะต้องกำหนดพื้นที่เป้าหมายสำหรับการจัดที่ดินทำกินหรือที่อยู่อาศัยให้กับชุมชน รวมถึงให้ความเห็นชอบการตรวจสอบขอบเขตที่ดินตามที่ คณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด หรือ คทช.จังหวัด ได้ดำเนินการตรวจสอบตามพื้นที่เป้าหมายที่กำหนด จากนั้นจึงจะส่งต่อไปยังคณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย ที่จะตรวจสอบรายชื่อของราษฎรที่จะเข้าใช้ประโยชน์ และจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ก่อนที่คณะอนุกรรมการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด ซึ่งรับผิดชอบโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเข้าไปส่งเสริมการพัฒนาอาชีพและพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้กับชุมชนต่อไป
“ในส่วนของพื้นที่เป้าหมายตั้งแต่เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2558-2564 คณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน ได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายไปแล้วทั้งสิ้นจำนวน 4,219,699 ไร่ ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ที่มีราษฎรอยู่อาศัยทำกินมาอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 3, 4, 5 ก่อนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ในพื้นที่ 64 จังหวัด เนื้อที่ 3,932,534 ไร่ นอกนั้นเป็นพื้นที่ป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2485 พื้นที่ป่าไม้ถาวร พื้นที่ป่าชายเลน พื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน และพื้นที่สาธารณประโยชน์ รวมเนื้อที่อีกประมาณ 270,000 ไร่”

“โดยพื้นที่เป้าหมายที่อยู่ในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติทั้ง 3.9 ล้านไร่ คทช.จังหวัด ได้เสนอเป้าหมายให้คณะอนุกรรมการจัดหาที่ดินพิจารณาให้ความเห็นชอบไปแล้ว 2.3 ล้านไร่ ซึ่งทางจังหวัดจะต้องยื่นขออนุญาตใช้ประโยชน์จากคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตามมาตรา 16 ของ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ โดยปัจจุบันคณะกรรมการได้มีการให้ความเห็นชอบไปแล้วกว่า 1.9 ล้านไร่ และอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการอีกประมาณ 2 ล้านไร่ เพื่อให้สามารถจัดสรรที่ดินทำกินให้กับราษฎรในลักษณะแปลงใหญ่ทั้ง 64 จังหวัด ได้ทันภายในปีนี้ ตามนโยบายรัฐบาล” ปลัด ทส.กล่าว
“ในส่วนของพื้นที่ที่ได้มีการเห็นชอบอนุญาตให้ใช้พื้นที่ จากคณะอนุกรรมการจัดหาที่ดินเรียบร้อยแล้วในช่วงปี 2558-2564 ได้ออกหนังสืออนุญาตให้ชุมชนเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยไปแล้วกว่า 280 พื้นที่ 66 จังหวัด เนื้อที่กว่า 750,000 ไร่” นายจตุพรกล่าว
นายจตุพรกล่าวด้วยว่า การดำเนินงานของ คทช. เพื่อจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชนในครั้งนี้ เป็นการประสานความร่วมมือที่มีการทำงานร่วมกันแบบไร้รอยต่อระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งเมื่อประชาชนได้ที่ดิน ได้สิทธิในที่ดิน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่จะเป็นการสร้างความมั่นใจในการทำกินให้กับชุมชน ทั้งยังจะได้รับการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นจากหน่วยงานรัฐได้อย่างถูกต้อง และเมื่อได้สิทธิในที่ดินไปแล้วชุมชนต้องทำตามเงื่อนไขการใช้ประโยชน์ที่ดิน เช่น ต้องไม่มีการเผา มีการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ทั้งนี้ เพื่อสุดท้ายแล้วสามารถตอบกลับไปสู่เป้าหมายของประเทศ ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ให้ได้ภายในช่วงปี ค.ศ.2065

