สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ ทีไอเจ ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เริ่มเป็นที่รู้จัก และถูกพูดถึงมากขึ้น และยิ่งโดดเด่น เมื่อสถาบัน “ทีไอเจ” ได้การรับรองสถานะ เป็น 1 ใน สถาบันเครือข่ายแผนงานสหประชาชาติ ด้านการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา (United Nations Programme Network Institute on Crime Prevention and Criminal Justice-PNI) เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมี นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ นั่งเป็นผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย
“มติชน” มีโอกาสสัมภาษณ์ กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ถึงเป้าหมาย บทบาท และแนวทางที่ “สถาบันทีไอเจ” กำลังจะขับเคลื่อนและแสดงศักยภาพ ภายใต้องค์กร PNI ของยูเอ็น
– ความชัดเจนของสถาบันทีไอเจ ในแวดวงกระบวนการยุติธรรม จะเข้มข้นมากขึ้นหลังเป็น PNI
การที่สถาบันทีไอเจ ได้เข้าเป็นเครือข่าย PNI ของยูเอ็นนั้นเป็นการแสดงให้เห็นว่าเป็นเพียงความสำเร็จเบื้องต้น ไม่ใช่การก้าวสู่เส้นชัย เพราะหลังจากนี้ “สถาบันทีไอเจ” ต้องทำงานหนักมากขึ้น เหนื่อยเพิ่มขึ้น เพื่อให้เกิดรูปธรรมในสิ่งที่กำลังจะทำคือทำกระบวนการยุติธรรมในอาเซียน รวมทั้งประเทศไทย ได้ประโยชน์จากการที่ทีไอเจ เป็นเครือข่าย PNI งานแรกที่เป็นรูปธรรม กำลังจะเกิดขึ้น คือการจัดการประชุมอาเซียนว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา (ASEAN Conference on Crime Prevention and Criminal Justice) หรือ ACCPCJ ครั้งที่ 1 การประชุมครั้งนี้จะจัดขึ้นช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่กรุงเทพฯ โดยสถาบันทีไอเจ เป็นหน่วยงานที่ขับเคลื่อนให้เกิดการประชุม ครั้งนี้เป็นผู้กำหนดหัวข้อในการประชุม ช่วงที่ผ่านมามีการเตรียมประชุมคณะที่ปรึกษาจัดงานในหลายครั้ง และเวทีลักษณะแบบนี้ไม่เคยมีการจัดในประเทศภูมิภาคอาเซียนมาก่อน ที่ผ่านมามีการประชุมเฉพาะระดับ
เจ้าหน้าที่ในด้านกฎหมาย ทำให้หน่วยงานของกระบวนการยุติธรรมบางหน่วยไม่ได้เข้าร่วม แต่ครั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม นักวิชาการ ในแถบภูมิภาคนี้ จะมีส่วนร่วมกับการประชุมครั้งนี้
และในช่วงเวลาเดียวกัน ที่มีการประชุม ACCPCJ ยังมีอีกผลงานที่เป็นรูปธรรม ที่สถาบันทีไอเจ เข้าไปมีบทบาท นั่นคือการเป็น
เจ้าภาพจัดการประชุมเครือข่าย PNI เป็นครั้งแรกเช่นกันที่เครือข่าย PNI มาจัดประชุมในแถบประเทศเอเชีย เพราะปกติจะจัดที่กลุ่มประเทศยุโรป ครั้งนี้ด้วยอะไรหลายๆ อย่างของประเทศ และการทำงานที่เตรียมความพร้อม ของทีไอเจ ประเทศไทยจึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม เครือข่าย PNI คู่แข่งที่เสนอตัวแข่งกับประเทศไทย คือประเทศเกาหลีใต้ ดังนั้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน ที่กรุงเทพฯ จะมีการประชุมเครือข่าย PNI คู่ขนานกับการประชุม ACCPCJ ช่วงนั้นจะมีบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับแวดวงกระบวนการยุติธรรม
จากหลายประเทศ มาเป็นวิทยากร ให้ความรู้ แสดงความเห็นแลกเปลี่ยนกัน
“สิ่งเหล่านี้ที่สถาบันทีไอเจ กำลังทำ เป็นอีกรูปธรรมหนึ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการของทีไอเจที่ต้องการเป็นหน่วยงานทำให้เกิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างเครือข่าย ในกระบวนการยุติธรรมแถบอาเซียน เราต้องการเป็นผู้นำอาเซียน ต้องทำงานเป็นรูปธรรมให้ชัดเป็นเครือข่าย PNI แล้วระดมความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายยูเอ็นได้ บางครั้งการพูดมันง่าย แต่เราทำให้เห็นว่าทีไอเจทำได้ และไม่ใช่เพียงบทบาทของทีไอเจเท่านั้นแต่เป็นบทบาทของประเทศไทยด้วย”
– สถาบันทีไอเจมีแนวคิดใช้เครือข่าย PNI มาพัฒนาบุคลากร ด้านกระบวนการยุติธรรม
เป็นแนวคิดที่ผมให้ความสำคัญมาก เพราะการพัฒนาคนเป็นสิ่งสำคัญ ตอนนี้มีโครงการส่งเสริมหลักนิติธรรม ให้กับคนในแวดวงกฎหมาย ในส่วนของการศึกษากฎหมาย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ การเข้าใจในหลักนิติธรรม เป็นสิ่งสำคัญมากช่วงเดือนมกราคมนี้ สถาบันทีไอเจจะร่วมมือกับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพื่อจัดการประชุม และอบรมให้กับผู้บรรยายกฎหมาย
นักวิชาการนิติศาสตร์ อาจารย์ คณะสังคมศาสตร์ ในภูมิภาค โดยหัวข้อในการฝึกอบรมจะเกี่ยวกับการใช้องค์ความรู้เรื่องกฎหมายกับนโยบายและการเปลี่ยนแปลงสังคมระดับโลกได้
ทั้งนี้คาดว่าจะมีนักวิชาการรุ่นใหม่ จากในภูมิภาค อาเชียน มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และจะมีผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดจะเชิญมาร่วมงานครั้งนี้ เป็นการจัดครั้งแรกระดับอาเซียนเช่นกัน การพัฒนาคนเป็นสิ่งที่ยังมองไม่เห็นว่าสำเร็จหรือบรรลุเป้าหมายมากน้อยแค่ไหน แต่อย่างน้อยผมเชื่อว่าการพัฒนาคนเป็นเรื่องควรให้ความสำคัญ
อีกโครงการที่เกี่ยวกับการพัฒนาคน เป็นโครงการที่สถาบันทีไอเจ คิดขึ้นมาแล้วนำไปนำเสนอกับทางมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด คือเรื่องการนำ ผู้นำรุ่นใหม่ อาจไม่ใช่นักกฎหมาย แต่เป็นผู้มีประสบการณ์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ สังคมศาสตร์ ทำงานด้านชุมชน มีความโดดเด่นหลากหลาย มาฝึกอบรมในหลักสูตรที่สถาบันทีไอเจคิดขึ้น เป็นเรื่องของการเข้าใจถึงความสำคัญของหลักนิติธรรม เพื่อเติมเต็มการรับรู้ของคนรุ่นใหม่ และเพื่อขับเคลื่อนหลักนิติธรรมไปในทิศทางที่ถูกต้อง และอาจมีการแลกเปลี่ยนความคิดในระดับภูมิภาค ในเหตุการณ์ของแต่ละประเทศ
โครงการลักษณะนี้เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามถ้ามีกฎหมายไม่ดี ไม่มีการบังคับใช้ที่ดี มันจะไม่มีความยุติธรรม คนไม่สามารถเข้าถึงระบบยุติธรรม ไม่เชื่อถือระบบยุติธรรม สังคมก็วุ่นวาย การคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นกระจาย เรื่องแบบนี้จึงไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะนักกฎหมายแต่เราควรแลกเปลี่ยนในมุมคนรุ่นใหม่กับทุกอาชีพ มุมมองอาจจะแตกต่าง แต่แก่นของมันจะเป็นแก่นเดียวกัน
“อาจมีการแลกเปลี่ยนปัญหา มุมมองในการแก้ปัญหา เช่น ปัญหาทุกวันนี้ ที่เกิดขึ้นเกิดจากความอ่อนแอของหลักนิติธรรม ในมุมของคุณจะช่วยอย่างไหน มุมของหลักนิติธรรมไม่ใช่มุมของศาล อัยการ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกคน เพราะทุกคนได้รับผลกระทบ มันเป็นเรื่องพื้นฐาน ก็เหมือนกับน้ำ ถ้าไม่มีน้ำสะอาด มันก็ขุ่น มันก็ไม่มีความโปร่งใส น้ำก็ดื่มไม่ได้ ถ้าหลักนิติธรรมเข้มแข็งก็เป็นหนทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ถ้าไม่เข้มแข็ง ไม่ว่าจะมี
นโยบายที่ดียังไงมันก็ไม่เกิดจริง ไม่มีประโยชน์ เราต้องมาเรียนรู้กัน และช่วงปี ค.ศ.2015-2030 จะเป็นปีแห่งการพัฒนาหลักนิติธรรม เป็น 1 ใน 17 ข้อ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals-SDGs) ของสหประชาชาติ ดังนั้นสิ่งที่ทีไอเจคิดก็สอดคล้องกับหลักสากล”
สถาบันทีไอเจกำลังร่างหลักสูตรขึ้นมาเพื่อโครงการดังกล่าว จะมีผู้นำไทย และผู้นำของเอเซียน ในด้านต่างๆ ช่วงอายุรุ่นเดียวกัน มาพูดคุยแลกเเปลี่ยนในเรื่องหลักนิติธรรม จะเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างไร ผู้นำอาจเป็นนักธุรกิจก็ได้ มีประสบการณ์หลากหลายแลกเปลี่ยน ทางมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พร้อมให้การสนับสนุนบุคลากร มาฝึกอบรม หลังจากนี้เตรียมหารือกับ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์
นอกจากนี้ในความร่วมมือเพื่อการพัฒนา ฝึกอบรม คนรุ่นใหม่ มีทูตเยาวชนนิติธรรม
– นอกจากบทบาทการจัดเวทีการประชุมทีไอเจ ยังมีโครงการไหนที่กำลังเข้าไปทำอีก
ตอนนี้กำลังทำในเรื่องของยุทธศาสตร์ต้นแบบและมาตรการทางปฏิบัติของสหประชาชาติว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อเด็ก ในสาขาการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา มีลักษณะคล้ายๆ กับข้อกำหนดกรุงเทพ เป็นการทำมาตรฐานผู้ต้องขัง แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของเด็ก มีทั้งเด็กที่เป็นเหยื่อ เด็กก้าวพลาด ข้อเสนอดังกล่าวทางยูเอ็นให้การรับรอง ดังนั้นขั้นตอนต่อไป สถาบันทีไอเจจะทำหน้าที่ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องเด็ก ประชุมหารือเพื่อกำหนดมาตรฐาน และแนวทางที่จะปฏิบัติต่อเด็ก ทั้งนี้เพื่อต้องการทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศต้นแบบในการนำยุทธศาสตร์ ที่ยูเอ็นรับรอง มาใช้
ตอนนี้ได้เชิญนายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ อดีตอธิบดีศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง มาเป็นที่ปรึกษาทีไอเจในเรื่องสิทธิเด็ก และยังมีนายวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มาร่วมเป็นที่ปรึกษาในส่วนของเด็กที่ก้าวพลาด
“ร่างยุทธศาสตร์ดังกล่าวเริ่มต้นที่กรุงเทพฯ ซึ่ง พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงเป็นประธาน ร่างถ้อยคำ ด้วยพระองค์เอง จากนั้นก็ผ่านกระบวนการจนกระทั่งยูเอ็นให้การรับรอง และนำไปสู่การปฏิบัติ ในประเทศสมาชิก ดังนั้นในฐานะที่ประเทศไทย เป็นจุดเริ่มคล้ายกับข้อกำหนดกรุงเทพ เราอยากให้ประเทศไทยเป็นต้นแบบให้คนมาดูงาน เหมือนกับมาตรฐานผู้ต้องขังหญิง อาจจะไม่สมบูรณ์ แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าเรามีศักยภาพ”
– บทบาทสถาบันทีไอเจ ในประเทศไทย เป็นอย่างไร
สถาบันทีไอเจ ทำให้ประเทศไทยเป็นสะพานเชื่อมแนวปฏิบัติ ที่ดีของสากล นำมาศึกษาและปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทย เช่น กรณีเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติด สถาบันทีไอเจ สามารถสืบค้นแหล่งข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดทั่วโลก เพราะสถาบันทีไอเจมีเครือข่าย PNI เราเห็นว่าโปรตุเกสโมเดล เป็นแบบอย่างที่มีการนำเสนอการประชุมของยูเอ็น จึงนำมาจัดเวทีเสวนา ข้อดีข้อเสีย การแก้ปัญหายาเสพติดเพื่อนำมาปรับใช้กับประเทศ
– สถาบันทีไอเจ เลือกประเด็นที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องต่างๆ อย่างไร
เราจะดูว่าเรื่องไหนกระทบกับสังคมและเป็นเรื่องที่เป็นสากล เพราะสถาบันทีไอเจจะใช้ศักยภาพเครือข่าย PNI ของยูเอ็นเข้าไปสืบค้นหาข้อมูล นำมาศึกษากับสังคม เราต้องจัดลำดับความสำคัญ บทบาทของเรา ในสถานะที่เป็นองค์กรเครือข่าย PNI ของสหประชาชาติ
สัมภาษณ์ โดย จตุพร พ่วงทอง

